
เถ้าแก่ใหญ่แนะ ‘รายเล็ก’ควรออกจากฝั่ง
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยคนแรกและประธานกรรมการบริหาร
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยคนแรกและประธานกรรมการบริหาร บริษัทเดอะซิกเนเจอร์ แบรนด์ หรือ Sbo ผู้นำเข้าและทำตลาดชุดเครื่องครัวที่ใช้ไฟฟ้าและก๊าซจากประเทศอิตาลี ได้แชร์ประสบการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็น “เอสเอ็มอี” มาตลอดชีวิตกับภารกิจที่จะผลักดันเอสเอ็มอีไทยก้าวสู่เวทีสากล
สนธิรัตน์ บอกว่า สำหรับตัวเขาเองนั้นอาจจะเรียกได้ว่าเป็น “เอสเอ็มอี” มาตลอดทั้งชีวิต เริ่มต้นจากการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวครั้งแรกเมื่ออายุเพียง 25 ปี ราวปี 2527-2528 จากนั้นก็เริ่มขยับขยายเข้าสู่วงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อปี 2530 ในสมัยรัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นช่วงที่ธุรกิจอสังหาฯ บูมสุดๆ ซึ่งธุรกิจของเขาก็ได้รับอานิสงส์ตามไปด้วยเช่นกัน
จากนั้นช่วง 10 ปีต่อมา หรือปี 2540-2541 ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ “ต้มยำกุ้ง ไครซิส” ที่ส่งผลให้หลายบริษัทต้องปิดกิจการรวมถึงธุรกิจอสังหาฯ ของเขาด้วยเช่นกันที่ต้องเลิกไปในที่สุด เขาจึงหันไปจับธุรกิจใหม่โดยใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่พร้อมผันตัวเองไปเป็นที่ปรึกษาโรงพยาบาลยันฮี และเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าความงาม ดูแลผิว (สกินแคร์) สมุนไพรต่างๆ ทำตลาดอยู่ 3-4 ปี
กระทั่งในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมานี้ ได้เข้าซื้อกิจการบริษัท ซิกเนเจอร์แบรนด์ ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านต่างๆ เพราะมองเห็นโอกาสทางธุรกิจของสินค้ากลุ่มนี้ ที่พัฒนารูปแบบให้สอดรับกับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป พักอาศัยในห้องชุด หรือแยกออกมาเป็นครอบครัวเล็กๆ มากขึ้น มีความต้องการสินค้าของใช้ไฟฟ้าครัวเรือนมากขึ้น ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นตามลำดับ
ปัจจุบันสนธิรัตน์ส่งไม้ต่อการบริหารธุรกิจไปยังทายาทรุ่นสองเข้ามารับช่วงดูแลต่อ
จากที่เกริ่นมาข้างต้น สนธิรัตน์ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าการเป็นเอสเอ็มอีนั้นจะมีวงจรหมุนเวียนไม่หยุดนิ่ง คือ เกิดขึ้น อยู่รอด เติบโต และถาวรมั่นคง ซึ่งการจะผ่านพ้นมาได้ในแต่ละช่วงนั้นจะต้องใช้ความอดทนในการสั่งสมประสบการณ์ทางธุรกิจมากพอสมควร
เพราะการจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจนั้น จะต้องระลึกอยู่เสมอว่าปัญหาจะมีเข้ามาให้แก้ไขอยู่ตลอดเวลา มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะหากธุรกิจจะต้องการเติบโต การเป็นผู้ประกอบการรายเล็กก็ควรที่จะมีความกล้าในการออกจากฝั่งไปทะเล เพื่อเผชิญหน้ากับปัญหาที่จะช่วยทำให้ธุรกิจมีความเข้มแข็งขึ้นจากประสบการณ์ทางธุรกิจจริง
“ผมเชื่อว่าเอสเอ็มอีลึกๆ แล้วล้วนอยากโต แต่จะโตอย่างไรนั้นก่อนอื่นต้องมีความกล้าก่อน เดิมอาจเคยอยู่ในแม่น้ำนิ่งๆ ก็ต้องลองออกสู่แม่น้ำใหญ่บ้าง ออกไปเลาะคลองต่างๆ พอชำนาญแล้วก็ออกสู่ทะเลใหญ่ได้ ที่ระหว่างทางอาจเจอมรสุมพายุบ้าง แต่ทุกปัญหาก็ทำให้เกิดการเรียนรู้” สนธิรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ การจะผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางในการทำธุรกิจนั้น มองว่าการปรับตัวเองให้ได้อยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายเล็ก อย่างผู้ประกอบการรายใหญ่เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทร ก็จะมีวิธีแก้ปัญหาเพื่อรักษาองค์กรใหญ่ที่ยากขึ้น ส่วนรายเล็กเองก็เชื่อว่าจะมีความคล่องตัวในการแก้ไขได้มากกว่า ที่จะต้องมีการใช้ศิลปะในการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ทั้งความเร็ว ความรอบรู้ องค์ความรู้ด้านต่างๆ
โดยเฉพาะการแข่งขันในปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคของ “สปีด” ที่ต่างใช้ความรวดเร็วในการแข่งขัน มองว่าในขณะนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเอสเอ็มอีไทยที่ยังมีขนาดเล็ก แต่จะได้เปรียบกว่าในแง่ของการปรับตัวที่รวดเร็วกว่าที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือไปพร้อมกัน







