
ราคาตกยางออก (2)
แม้ไทยจะเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางของอาเซียนและเบอร์ 3 ของโลก แต่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันครับ
แม้ไทยจะเป็นเบอร์ 1 ในอุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยางของอาเซียนและเบอร์ 3 ของโลก แต่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันครับ
อินโดนีเซียถือเป็นประเทศที่เข้มแข็งมากอีกประเทศหนึ่ง ปัจจุบันมีมูลค่าการส่งออกสู่ตลาดโลกเป็นอันดับ 6 ของโลก และอันดับ 2 ของอาเซียนรองจากไทย ส่วนมาเลเซียก็ไล่มาติดๆ ด้วยอันดับ 8 ของโลกและอันดับ 3 ของภูมิภาค ขณะที่เวียดนามนั้น แม้จะทิ้งห่างไปอยู่อันดับที่ 21 ของโลก แต่ก็จะละสายตาไปไม่ได้
ปัจจุบัน ทั้ง 3 ประเทศผลิตยางพารามากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตราคายางพาราของโลกเพิ่มขึ้น กระทบต่อราคายางในตลาดโลก แถมชิงส่วนแบ่งตลาดส่งออกของไทยให้มีมูลค่าลดลง เพราะตลาดส่งออกหลักของทั้ง 3 ประเทศ คือ จีน สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เช่นเดียวกับของไทย
นอกจากนี้ อินโดนีเซียและมาเลเซียต่างเร่งสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชต้นยางให้มีผลผลิตมากขึ้น คุณภาพน้ำยางดีขึ้น เร่งขีดแข่งขันของตัวเอง
ไม่เพียงแต่จะมีปัญหาจากการแข่งขันกับต่างประเทศ ปัญหาในประเทศเองก็มีเช่นกันครับ 1.เกษตรกรสวนยางส่วนใหญ่ในบ้านเราเป็นรายย่อย มีสวนยางขนาดเล็ก ใช้ระบบกรีดถี่ มีจำนวนวันกรีดมาก ทำให้ผลผลิตค่อนข้างน้อย2.ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางของไทยเองก็เป็นเอสเอ็มอี มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต
3.ต้นทุนการผลิตยางแปรรูปของเราสูงกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ เนื่องจากค่าแรงของเราสูงกว่า 4.การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ต้นยางพารายังมีน้อย
ในเวลาที่ทุกประเทศต่างเร่งเครื่องเพิ่มขีดแข่งขันเช่นนี้ เป็นเวลาที่เราเองก็ต้องเร่งเครื่องเชิงรุกบ้างครับ
1.สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและการบริหารจัดการ เช่น มาตรฐานสุขอนามัยพืชและสัตว์ (SPS)2.สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้เหมาะสมกับการผลิตในไทยมากขึ้น 3.ส่งเสริมความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีการผลิตและการผลิตยางขั้นปฐม เช่น มาเลเซีย ญี่ปุ่น และจีน เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการในประเทศ
4.พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและผู้ประกอบการในอาเซียน 5.ส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตลาด ขั้นตอน และกฎระเบียบของประชาคมอาเซียนแก่ผู้ประกอบการ
ถ้าทำได้ครบถ้วน ราคายางของไทยก็จะยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้แน่นอนครับ







