posttoday
กองทุนหุ้นปันผลน่าซื้อ

กองทุนหุ้นปันผลน่าซื้อ

13 กุมภาพันธ์ 2558

คอลัมน์ Fund Clinic by หมอนัท โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร

คอลัมน์  Fund Clinic by หมอนัท โดย ธนัฐ ศิริวรางกูร

ในช่วงต้น ๆ ปีแบบนี้มักจะมีคำถามเข้ามาหาผมอยู่เสมอ ๆ ว่า ถ้าจะเริ่มลงทุนในปีนี้ มีกองทุนไหนบ้างที่น่าสนใจ และส่วนใหญ่ของคำถามนั้น มักจะเขียนต่อท้ายมาว่า “อยากได้กองทุนหุ้นปันผลที่เป็นเหมือนห่านทองคำ”

ผมคงต้องบอกท่านนักลงทุนก่อนที่จะลงทุนกับกองทุนหุ้นก่อนนะครับว่า “ไม่มีกองทุนไหนที่จะเป็นกองทุนหุ้นปันผลที่ดีได้ตลอดเวลา” เนื่องจากว่าการปันผลนั้น จะขึ้นอยู่กับ กำไรสะสมของกองทุนครับ ถ้าหากช่วงไหนที่กองทุนทำผลตอบแทนได้ไม่ดี ก็อาจจะไม่มีการจ่ายปันผลออกมาก็เป็นไปได้

จากประสบการณ์ของผม มีหลายท่านอาจจะเข้าใจว่า “กองทุนหุ้นปันผลมีความเสี่ยงที่น้อยกว่า” กองทุนไม่ปันผล ซึ่งผมคงต้องบอกว่า “ไม่ใช่”ครับ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว กองทุนทั้งสองประเภทนั้น “มีความเสี่ยงที่เท่ากัน” เนื่องจากว่ากองทุนทั้ง 2 ประเภท ได้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเท่ากันอย่าง “หุ้น” นั่นเอง

ส่วนนึงที่หลายคนเข้าใจผิดนั้นก็เพราะว่า เสน่ห์ของกองทุนปันผลก็คือ “กระแสเงินสด” ที่มีออกมาให้เห็นเรื่อย ๆ และ “จับต้องได้” ซึ่งช่วยเสริมสร้างกำลังใจของนักลงทุน แต่ในความเป็นจริงแล้ว “กองทุนไม่ปันผล” นั้นมีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าในระยะยาว เนื่องจากว่ากองทุนไม่ปันผลนั้น ผู้จัดการกองทุนจะนำเงินปันผลที่ได้จากหุ้นที่อยู่ภายในกองทุน มาลงทุนต่อเนื่องให้กับเราครับ แต่ถึงอย่างนั้นกองทุนปันผลก็ยังเป็นสิ่งที่นักลงทุน “ชอบ” และบางคนถึงกับ “คลั่งไคล้” อยู่ดี พอถึงตรงนี้ถ้าท่านไหนยังคิดว่ากองทุนประเภทนี้เป็น “กองทุนที่ใช่” ถูกใจตนเองแล้วละก็ เรามาดูกันครับว่า “กองทุนหุ้นปันผล” กองทุนไหนที่น่าสนใจกันบ้าง

เนื่องจากกองทุนหุ้นปันผลในประเทศไทยนั้นมีเป็นจำนวนมาก ผมคงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ทั้งหมด แต่ผมจะคัดเลือกกองทุนที่คิดว่า ทำผลงานได้ “สม่ำเสมอ” มากกว่าที่จะเลือกกองทุนที่ผลตอบแทนสูงเพียงแค่ชั่วระยะเวลาเดียว รวมถึงเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนที่มักจะสามารถเอาชนะกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีได้ตลอดช่วงระยะเวลา 5 ปีย้อนหลังครับ

จุดสังเกตอย่างหนึ่งจากตารางผลตอบแทนคือ จะเห็นได้ว่า กองทุนหุ้นปันผลที่สามารถเอาชนะกองทุนที่ลงทุนตามดัชนีตลาดหุ้นได้ในระยะยาว ๆ แล้วค่อนข้างที่จะมีน้อยมากครับ มีไม่ถึง 10 กองทุนเสียด้วยซ้ำ ดังนั้นการเลือกลงทุนกับกองทุนดัชนีที่ให้ปันผลก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่หัดลงทุนเช่นกัน เรียกได้ว่าไม่ต้องคิดมากในการเลือกลงทุนเสียเท่าไหร่ แถมค่าธรรมเนียมก็ถูกอีกด้วย แต่ถ้าท่านไหนคิดว่าผลตอบแทนที่ได้ไม่เพียงพอ เรามาดูกันต่อว่า กองทุนที่ดำเนินงานแบบมีจุดประสงค์ที่จะเอาชนะตลาด กองทุนไหนที่เหมาะกับตัวเราครับ

จากค่าทางสถิติต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่ากองทุนที่ดูแล้วน่าสนใจ เนื่องจากค่า Alpha** ที่สูง คือ PISD และ KTSE ครับ แต่ความแตกต่างคือ กองทุน PISD จะเน้นไปที่หุ้นหุ้นขนาดใหญ่ ดังนั้นผลตอบแทนของกองทุนนี้จะไม่ค่อยผันผวนเท่าไหร่ ส่วน KTSE จะเน้นไปที่หุ้นที่มีพื้นฐานดี-ราคาเหมาะสมครับดูแล้วมีแนวโน้มที่จะเติบโตได้สูง คล้ายกับ 1VALD ที่จะเน้นหุ้นที่มีขนาดเล็ก-กลางครับ

ส่วนความถี่ในการปันผลนั้น ค่อนข้างจะเหมือนกันคือ ปันผลปีละ 1 ครั้ง แต่จะมีแตกต่างกันบ้างเช่น KTSE นั้น ถ้าหากมีกำไรมาก ก็อาจจะมีการพิจารณาปันผลได้บ่อย เช่น ในช่วงปี 55 มีการปันผลถึง 6 ครั้งเลยทีเดียว และถ้าหากพูดถึงความสม่ำเสมอของกองทุนปันผลที่ผมเคยเห็น ก็ต้องยกให้กับกองทุน KFSDIV ของทางบลจ.กรุงศรีฯ ถึงแม้จะไม่ได้พูดถึงในบทความนี้ แต่ก็เป็นกองทุนที่น่าสนใจในเรื่องความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผลครับ โดยในอดีตที่ผ่านมักจะปันผลปีละ 4 ครั้ง

แต่จุดสำคัญที่นักลงทุนต้องเข้าใจก็คือ กองทุนที่ปันผลมาก ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ากองทุนที่ปันผลน้อย ทั้งนี้ผลตอบแทนจากกองทุนจะขึ้นกับสินทรัพย์ที่กองทุนเลือกลงทุนครับ ว่าให้ผลตอบแทนที่ดีหรือไม่

เป็นอย่างไรบ้าง ได้กองทุนที่ถูกใจกันไหมครับ ?

สุดท้ายนี้ก็อย่าลืมเรื่อง “ภาษีของเงินปันผล” ด้วยนะครับ เนื่องจากเงินปันผลที่ได้จากกองทุนนั้นต้องเสียภาษี โดยถ้าเรามีรายได้รวมทั้งปี แล้วต้องเสียภาษีในฐานที่มากกว่าว่า 10 % แล้วละก็ เราก็ควรที่จะแจ้งให้ บลจ. ทำการหักภาษีเงินปันผล 10 % ณ ที่จ่ายไปเลยครับ เพื่อความสะดวกและได้ประโยชน์ของผู้ลงทุนเอง

ส่วนวันนี้ผมคงต้องขอลาไปก่อน ขอให้โชคดีกับการลงทุนในกองทุนครับ
------------
หมายเหตุ
*ผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน ไม่ได้การันตีผลตอบแทนในอนาคต
** ค่า Alpha เป็นตัวที่บอกว่ากองทุนมีการบริหารจัดการที่ดี ทำให้กองทุนมีผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในตลาดหรือตามทฤษฏี ซึ่งถ้า Alpha มีค่ามากจะยิ่งดี

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก