
นครแม่สอด อินเตอร์ฯ ลุยการแพทย์ครบสูตร
ธุรกิจบริการทางการแพทย์เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตอย่างมากในยุคการเปิดเสรีอาเซียน
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ธุรกิจบริการทางการแพทย์เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตอย่างมากในยุคการเปิดเสรีอาเซียน เห็นได้จากตามหัวเมืองใหญ่ของไทยที่มีคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านเดินทางเข้ามารับบริการในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเชื่อมั่นในคุณภาพและการรักษาของไทย
นพ.จรัล ใจแพทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครแม่สอด อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดเผยว่า การเลือกสร้างโรงพยาบาลที่ อ.แม่สอด เพราะมองเห็นโอกาสจากการที่ อ.แม่สอด ได้ถูกประกาศให้เป็นเขตเศรษฐกิจ และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจด้านบริการทางการแพทย์อย่างมาก เนื่องจากในพื้นที่ยังมีความต้องการการบริการทางด้านสุขภาพอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นพื้นที่ที่เศรษฐกิจเติบโต และมีเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับแผนการลงทุนมูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท ของโรงพยาบาลจะเน้นการให้บริการทางการแพทย์แบบครบวงจร แบ่งการลงทุนเป็น 4 ระยะ จำนวน 200 เตียง ในพื้นที่ 33 ไร่ คาดว่าจะครบทุกเฟสภายในปี 2560 ระยะแรกได้เปิดให้บริการไปแล้วเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ระยะที่ 2 จะมีการสร้างอาคาร 5 ชั้น เพื่อเปิดเป็นศูนย์การให้บริการทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น ศูนย์การตรวจสุขภาพ ศูนย์เอ็มอาร์ไอ ศูนย์ตรวจโรคมะเร็ง เป็นต้น
ระยะที่ 3 จะสร้างหอผู้ป่วย 12 ชั้น สำหรับผู้ป่วยสูงอายุ ซึ่งจะเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยรองรับกลุ่มลูกค้าผู้สูงอายุที่ต้องการเข้ามาพักฟื้นในเมืองไทย ซึ่งขณะนี้ได้ติดต่อลูกค้าจากประเทศจีนญี่ปุ่น รวมถึงกลุ่มลูกค้าตะวันออก กลางไว้แล้ว ซึ่งใน อ.แม่สอด มีความพร้อมที่จะทำเป็นศูนย์รองรับผู้สูงอายุอย่างมาก เพราะมีธรรมชาติที่สวยงาม เหมาะแก่การอยู่อาศัยของผู้สูงอายุ
ระยะที่ 4 จะลงทุนสร้างพื้นที่สำหรับลูกค้ากลุ่มระยะยาว โดยจะสร้างคอนโด 3 หลัง เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มที่ต้องการการดูแลด้านเวชศาสตร์ เช่น การฟื้นฟูสภาพร่างกายมาพักอาศัย โดยจะมีทีมแพทย์มาคอยดูแล รวมทั้งจะพัฒนาให้กลายเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเหมือนในยุโรป
“เมื่อลงทุนครบทั้ง 4 เฟส เราจะเป็นโรงพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์ครบวงจร แม้ว่าค่าบริการของโรงพยาบาลเอกชนจะสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ แต่เราจะแนะนำคนไข้ให้ตรวจเช็กในส่วนที่จำเป็นเท่านั้น โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ค่าใช้จ่ายไม่แพงจนเกินไป”
ด้านกลุ่มลูกค้าของโรงพยาบาล คาดว่าจะมีสัดส่วนลูกค้าในพื้นที่ 60% และลูกค้าชาวพม่า 40% โดยมองว่าลูกค้าชาวต่างชาติมีกำลังซื้อมากกว่าลูกค้าไทย ซึ่งคนใน อ.แม่สอด ที่มีฐานะดีส่วนใหญ่จะบินไปรักษาที่โรงพยาบาลใน จ.พิษณุโลก เชียงใหม่ หรือกรุงเทพฯ แต่เมื่อมีการบริการที่ดีใน อ.แม่สอดแล้ว เชื่อว่าลูกค้าจะต้องมารักษาในโรงพยาบาลที่แม่สอดแน่นอน และลูกค้าชาวพม่าน่าจะเข้ามารับบริการจำนวนมากด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ เพื่อให้การบริการมีประสิทธิภาพ นพ.จรัล ระบุว่า ตอนนี้โรงพยาบาลมีบุคลากรประมาณ 120 คน ทุกคนสามารถสื่อสารภาษาพม่าได้เป็นอย่างดี เพื่อให้บริการลูกค้าพม่าที่เข้ามารักษา จึงไม่ต้องกังวลว่าจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ เพราะคนในพื้นที่ส่วนใหญ่สามารถสื่อสารได้ 2 ภาษาอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การเดินทางมารักษาของคนไข้พม่ายังมีปัญหาอยู่บ้าง เพราะคนพม่าในพื้นที่ใกล้เคียงที่ขับรถมารักษาในแม่สอดจะใช้บัตรผ่านแดน ทำให้ต้องเดินทางกลับภายในเวลาที่กำหนดจึงเป็นอุปสรรคหากต้องรับการรักษาเป็นเวลานาน
“รัฐบาลควรจะเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว เช่น อนุญาตให้ผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดใช้เวลาพักฟื้นนาน 3 วัน สามารถนำเอกสารทางการแพทย์ไปแสดงเป็นหลักฐานเพื่อที่จะอยู่รับการรักษาได้ เนื่องจากคนที่ทำงานใน อ.แม่สอด 80% ยังคงใช้บัตรผ่านแดน เดินทางเช้าไปเย็นกลับ จึงไม่สามารถรักษาตัวในระยะยาวได้”
นพ.จรัล ยังกล่าวถึงการลงทุนใน อ.แม่สอด ว่า ที่ผ่านมาการลงทุนของโรงพยาบาลไม่ได้รับสิทธิประโยชน์พิเศษใดๆ ส่วนการลงทุนของธุรกิจอื่นๆ ในพื้นที่นั้น เห็นว่าปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือราคาที่ดินที่แพงขึ้นมาก จากเดิมไร่ละประมาณ 4 ล้านบาท เป็น 6-7 ล้านบาท ส่วนที่ดินติดถนนมีราคาสูงถึง 10 ล้านบาท ดังนั้นนักลงทุนที่สนใจเข้ามาขยายธุรกิจในพื้นที่อาจสู้ราคาที่ดินไม่ไหว เพราะต้นทุนการลงทุนจะเพิ่มขึ้นมาก
นอกจากปักธงลงทุนบริเวณชายแดนแล้ว นพ.จรัล กล่าวว่า บริษัทน่าจะขยายธุรกิจในพม่าด้วย เริ่มจากตั้งคลินิกที่เมียวดี แต่คงต้องรอให้การลงทุนในแม่สอดเสร็จเรียบร้อยก่อน







