
วางราง... หรือจะสู้วางอนาคต
พล.อ.ประยุทธ์ จัันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไปเยือนประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ.นีีี้
โดย...ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
พล.อ.ประยุทธ์ จัันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะไปเยือนประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 8-10 ก.พ.นีีี้ เพื่อสร้างความร่วมมือเรื่องการก่อสร้างรถไฟทางคู่จากกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-อรัญประเทศ ซึ่งเป็นข่าวดีสมทบกับข่าวก่อนหน้านี้ ในเรื่องข้อตกลงที่จีนจะมาร่วมลงทุนสร้างรถไฟสายหนองคาย-มาบตาพุด ทั้งสองเส้นทางจะก่อสร้างเป็นรางคู่มาตรฐาน 1.435 เมตร
หากทั้งสองเส้นทางนี้ทำสำเร็จ ก็จะถือว่าเป็นของใหม่ของการรถไฟ ความรู้สึกในสิ่งใหม่ๆ มักจะเรียกความกระชุ่มกระชวยในองค์กรได้ไม่น้อยทีเดียว
เพราะตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่การรถไฟถูกละเลยมาโดยตลอด จึงทำแต่หน้าที่ปะผุ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า การมีของใช้ใหม่เป็นรางคู่มาตรฐานถึงสองเส้นทาง จึงเป็นเรื่องที่ดีขององค์กรเก่าแก่แห่งนี้
แต่ในข้อน่ายินดีก็มีข้อน่าเป็นห่วง เพราะหากมองเพียงเฉพาะของใช้ใหม่ในราคามิตรภาพคงไม่เพียงพอ ต้องวิเคราะห์ให้แตกถึงอนาคต ไม่มองแบบสั้นๆ แบบเขามาก่อสร้างเราได้ของใหม่ เท่านี้เราก็พอใจแล้ว
อย่าลืมว่าวันหนึ่งเวลาผ่านไปก็จะเก่า ต้องซ่อมบำรุงต้องซื้ออะไหล่ ก็ต้องกลับไปพึ่งเจ้าของเทคโนโลยีอยู่ร่ำไป เมื่อจะก่อสร้างเพิ่มก็ต้องพึ่งเขาอีก เพราะมันสะดวกดี หากคิดเท่านี้ ถือเป็นเรื่องอันตรายมาก เพราะไม่คิดจะวางอนาคตของชาติด้วยการพึ่งพาตนเอง
ดังนั้น ข้อตกลงความร่วมมือควรมุ่งเน้นการ “พัฒนาโครงการร่วมกัน” ไม่ใช่การถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือ Technology Transfer เพราะไม่เคยได้ผล ไม่มีแรงจูงใจให้ผู้รับเทคโนโลยีจะรับด้วยความตั้งใจและต่อเนื่อง แต่รัฐบาลต้องสนับสนุนหรือมีข้อแม้ระบุในความตกลงให้มีภาคอุตสาหกรรมของไทยมาร่วมกันทำตั้งแต่ การสำรวจ การออกแบบ การก่อสร้าง และการผลิต
ประเทศจีนเองนั่นแหละ ที่เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ให้กับเรา เพราะแต่ก่อนจีนยินดีซื้อรถไฟจำนวนมาก ราคาก็ไม่ต่อ ขออย่างเดียวมาตั้งโรงงานในจีน เพราะจีนจะลดทั้งภาษีแถมแรงงานถูก ทำไปทำมาซื้อครั้งสองครั้ง คนจีนทำเป็นกันหมดทุกอย่าง
นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนงานวิจัยด้านขนส่งทางราง โดยจัดสรรจากงบลงทุนโครงการมาลงทุนในงานวิจัยสร้างนวัตกรรมเพื่อให้ไทยเรายืนอยู่บนขาตนเองให้ได้
ลองคิดดูว่า จะลงทุนกว่าล้านล้านบาท แต่ปัจจุบันลงทุนกับงานวิจัยทางรางเพียง 30 ล้านบาทเท่านั้น ลงทุนกับอนาคตเท่านี้แล้วอีกกี่ชาติถึงจะสู้เขาได้ ฉะนั้นการวางอนาคตของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เราจะเอาแต่จะมุ่งวางรางกันอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ก็อย่าให้มีข้อผูกมัดในระยะยาวจนเกินไป จนผู้นำรุ่นต่อไปไม่สามารถขยับตัวหาทางเลือกที่ดีกว่าได้ ต้องมีช่องว่างเพื่อที่รัฐบาลใหม่ยังมีทางเลือกให้แสดงศักยภาพเติมเต็มโครงการได้ต่อเนื่อง
แต่ถ้าข้อตกลงผูกมัดแน่นเกินไป ถึงแม้ว่าอาจดูมีประโยชน์ในปัจจุบัน แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงในระยะยาวไม่ได้ รัฐบาลใหม่ก็คงไม่อยากจะทำต่อ สู้ไปทำคลอดโครงการ ใหม่มาหาเสียงกับประชาชนจะดีกว่า







