
จับตา ‘นอมินี’ ซื้อข้าวสต๊อกรัฐ
หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ตลอดจนเอกชนที่มีส่วนในการทุจริตซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ
หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวก ตลอดจนเอกชนที่มีส่วนในการทุจริตซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ
มีกลุ่มบุคคลถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต 13 ราย และบริษัทเอกชน 2 แห่ง อาทิ สมคิด เอื้อนสุภา รัฐนิธ โสจิระกุล ผู้รับมอบอำนาจชำระเงินและผู้รับมอบอำนาจรับมอบข้าว เรืองวัน เลิศศลารักษ์ บริษัท สยามอินดิก้า สุนีย์ จันทร์สกุลพร กรรมการ บริษัท สิราลัย หรือบริษัท กีธา พร็อพเพอร์ตี้ส์ ธันยพร จันทร์สกุลพร ในฐานะกรรมการ บริษัท สิราลัย และ “เสี่ยเปี๋ยง” อภิชาติ จันทร์สกุลพร
ในขณะที่กลุ่มบุคคลและบริษัทเหล่านี้ได้ถูกตัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วมประมูลซื้อข้าวสารในสต๊อกรัฐบาลอีกต่อไป โดยเฉพาะในการประมูลข้าวสารครั้งที่ 1/2558 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว บริษัท สยามอินดิก้า ที่ลงทะเบียนขอเข้าร่วมการประมูลถูกตัดสิทธิ เนื่องจากถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีขายข้าวจีทูจี และคดียังไม่ถึงที่สุด
แต่ปรากฏว่าในการยื่นซองเสนอซื้อข้าว 9.99 แสนตันครั้งนี้ มีบริษัทอย่างน้อย 1 แห่ง คือ บริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับบริษัท สยามอินดิก้า ได้ยื่นเสนอซื้อข้าวในราคาที่สูงกว่าราคาขั้นต่ำที่กรมการค้าต่างประเทศกำหนดมาก อีกทั้งเสนอซื้อข้าวยกโกดังในปริมาณสูงถึง 4 แสนตัน สร้างความแปลกใจให้เอกชนที่เข้าร่วมประมูลว่าบริษัทแห่งนี้มาจากไหน
“ผมไม่แปลกใจที่บริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ จะกล้าเสนอซื้อข้าวในราคาสูง เพราะตอนนี้ตลาดมีความต้องการข้าวเพื่อนำไปทำข้าวถุง และโรงสีก็ไม่มีข้าวสารเก่าเก็บไว้เลย แม้ว่าบริษัทจะเสนอซื้อข้าวขาว 11 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาตลาดยังอยู่ที่ 12-13 บาท/กิโลกรัม และข้าวหอมมะลิ 31 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาตลาดสูงกว่านั้น โดยเมื่อนำไปทำข้าวถุงขายปลีกก็ได้ราคาดี เขาจึงคิดว่าคุ้ม เพียงแต่ว่ากรมการค้าต่างประเทศจะกล้าขายหรือไม่” นิพนธ์ วงษ์ตระหง่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทยระบุ
เมื่อเข้าไปตรวจสอบจะพบว่า กรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ คือ สุดา คุณจักร ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท สยามอินดิก้า ในช่วงเดือน ธ.ค. 2552 ถึงเดือน มี.ค. 2554 ก่อนจะถอนหุ้นออกไป โดยขายหุ้นต่อกับให้บริษัทแห่งหนึ่ง และในขณะนั้นสุดายังคงเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ ที่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2546
นอกจากนี้ ที่ตั้งของบริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ ตั้งอยู่ในอาคารเลขที่ 48/7-8 (ชั้น 1, 4, 5) ซอยรัชดาภิเษก 20 (ซอยรุ่งเรือง) ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นอาคารเดียวกับบริษัท สยามอินดิก้า ที่เคยตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่อาคารเลขที่ 48/7-8 (ชั้น 2) ซอยรัชดาภิเษก 20 ถนนรัชดาภิเษก แขวงสามเสนนอก กรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปสำนักงานใหญ่ไปอยู่บ้านเลขที่ 159/ข หมู่ 6 ต.บางปลากด อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ในช่วงปี 2554-2555 หลังสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ พร้อมทั้งสร้างโกดังขนาดใหญ่สำหรับเก็บรักษาข้าว
ประเด็นคำถามจึงถูกโยนกลับมาที่กรมการค้าต่างประเทศว่า เมื่อบริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ ได้เสนอซื้อข้าวราคาที่สูงและปริมาณนั้น แต่อาจมีความเกี่ยวพันกับบริษัท สยามอินดิก้า ในอดีต จึงต้องติดตามดูว่า กรมการค้าต่างประเทศจะตัดสินใจอนุมัติขายข้าวให้บริษัท เอ็มไพร์ดีเวลลอปเม้นท์ หรือไม่ อีกทั้งยังถือเป็นการสร้างบรรทัดฐานการขายข้าวของรัฐบาลในอนาคตอีกด้วย







