posttoday
ช่วงพักลงทุนหุ้น

ช่วงพักลงทุนหุ้น

16 มิถุนายน 2553

...เจียรนัย อุตะมะ

นักลงทุนต่างชาติยังไม่เพิ่มพอร์ตในตลาดหุ้นมากนัก แม้แรงขายสุทธิจะเริ่มลดลงอย่างมีนัยจากเดือน พ.ค.เป็นต้นมา

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีแอลเอสเอ เมอร์ริล ลินช์ และโนมูระ ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันต่อการลงทุนในตลาดหุ้น ยังคงไม่ปรับสูงขึ้นในระยะสั้น 13 เดือนนี้ แม้ประเทศสเปนประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตร จีนรายงานเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาด โดยเฉพาะการส่งออก แต่ต่างยังคงเชื่อว่า 1.ปัญหาวิกฤตหนี้ยุโรป (อียู) ยังคงไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะหลังจากการประชุมของธนาคารกลางยุโรป (ECB Meeting) ล่าสุด ไม่ตัดสินใจทำนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเต็มที่ (Full QE) ทำให้ตลาดการเงินยังคงมีความไม่แน่นอนสูง

โดยเฉพาะการรายงาน Stress Test ของธนาคารยุโรปในเร็วๆ นี้ ที่เคยประสบความสำเร็จต่อการแรลลีของหุ้นกลุ่มธนาคารในสหรัฐ แต่คาดว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในยุโรป เพราะการเป็นธนาคารที่อยู่คนละประเทศ โดยคาดว่าธนาคารในประเทศมหาอำนาจ เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส จะไม่มีผลกระทบมากนัก เหมือนกับธนาคารที่อยู่ในกลุ่ม PIIGS (โปรตุเกส อิตาลี กรีซ สเปน ไอร์แลนด์) ซึ่งจะส่งผลให้การวิตกต่อการผิดนัดชำระหนี้ของกลุ่ม PIIGS อาจร้อนแรงขึ้นรอบใหม่ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแห่ถอนเงินฝาก การไม่ร่วมทำการค้าจากสถาบันการเงินและลูกค้าอื่นๆ และนำไปสู่การล้มละลายในที่สุด

หรือกรณีกรีซที่แม้จะได้รับเงินช่วยเหลือรอบแรกจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ไปแล้ว แต่ยังคงมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินงวดต่อไป หากกรีซไม่สามารถทำได้ตามกรอบของ IMF โดยเงินงวดต่อไปจะชำระในเดือน ส.ค.นี้

นักวิเคราะห์คาดว่า เทรดเดอร์ทั่วโลกจะให้ความสนใจกับการแข่งขันฟุตบอลโลกแทนที่ตลาดหุ้นชั่วคราว และส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ยังคงมีหลายปัจจัยโลกที่ยังคงต้องรอความชัดเจน

โนมูระ คาดว่า สถานการณ์วิกฤตหนี้ยุโรปที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับลดลงจาก สถาบันการเงินทั่วโลกและผู้จัดการกองทุนถือเงินสดเพื่อลดความเสี่ยง และยังไม่มีสัญญาณกลับเข้าลงทุนรอบใหม่ พิจารณาจาก Investor intelligence bull/bear ratio ที่ลดลงและมีมุมมอง 50/50 สะท้อนผลสำรวจมุมมองนักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตลาด

วิกฤตอียูเริ่มผ่อนคลายตั้งแต่กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปัญหาวิกฤตหนี้อียูเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นจากสเปนประสบความสำเร็จในการออกตราสารหนี้ 3,900 ล้านยูโร ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปและค่าเงินยูโรเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าปัญหาดังกล่าวจะกลับมารอบใหม่ในช่วงกลางเดือน ก.ค. เนื่องจากมีหนี้อียูจำนวนมากที่จะถึงกำหนดชำระ ส่วนกรีซจะกลับมาวิกฤตต่อหนี้อีกครั้งในเดือน ส.ค. เพราะคาดว่ากรีซอาจจะไม่สามารถปฏิบัติได้ตามกรอบของไอเอ็มเอฟ

ด้านเงินเม็ดเงินต่างชาติ ประจำสัปดาห์ (ระหว่าง 3–9 มิ.ย.) พบแรงขายในตลาดหุ้นโลกเริ่มชะลอลง ขณะที่ไทยเริ่มมีแรงซื้อคืนเป็นสัปดาห์แรก

นักลงทุนสถาบันกลับมาขายสุทธิเล็กน้อย 2,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ) และ MSCI All world Index บวกต่อเนื่อง +2.5% จากสัปดาห์ก่อนหน้า

โนมูระ ยังคงคาดว่าเงินลงทุนจะไหลออกจากตลาดหุ้น ตลาดเกิดใหม่ ต่อเนื่องและย้ายเข้าตลาดพัฒนาแล้วแทนในระยะสั้น

• ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น ดัชนี MSCI APxJP ลดลง 0.3% (สัปดาห์ก่อนหน้าเพิ่มขึ้น 2.2%) โดยมีปริมาณขายสุทธิจากต่างชาติลดลงเหลือ 479 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการขายสุทธิจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ ขายสุทธิ 61 ล้านเหรียญสหรัฐ และขายสุทธิ 418 ล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ โดยตลาดหุ้นไต้หวันยังคงเป็นตลาดหุ้นที่ถูกขายสูงสุดต่อเนื่อง 622 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาฮ่องกง ขายสุทธิ 331 ล้านเหรียญสหรัฐ เกาหลีใต้ขายสุทธิ 330 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนตลาดหุ้นที่มีแรงซื้อสูงสุด ได้แก่ อินเดีย 287 ล้านเหรียญสหรัฐ จีนซื้อสุทธิ 178 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไทยกลับมาซื้อสุทธิครั้งแรก 17 ล้านเหรียญสหรัฐ จากสัปดาห์ก่อนขายสุทธิ 195 ล้านเหรียญสหรัฐ

• ส่วนตลาดหุ้นอื่นๆ ในภูมิภาค พบว่าญี่ปุ่นถูกขายต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 5 ซึ่งไม่ค่อยได้เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2553 เป็นต้นมา โดยขายสุทธิ 303 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ล่าสุดขายสุทธิ 631 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทำให้ยอดสะสมขายสุทธิ (5 สัปดาห์) อยู่ที่ 8,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (นักลงทุนต่างชาติรายย่อยขายสุทธิ 6,700 ล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนขายสุทธิ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ)

สำหรับเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไต้หวัน มีแรงขายสุทธิจากนักลงทุนต่างชาติ ทั้งสถาบันและรายย่อย ในทางตรงกันข้าม อินเดีย อินโดนีเซีย และไทยมีแรงซื้อสุทธิ

• ตลาดหุ้น TIP (ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) กลับมามีแรงซื้อสุทธิจากนักลงทุนสถาบัน 33 ล้านเหรียญสหรัฐ และต่างชาติรายย่อยซื้อสุทธิ 78 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยอินโดนีเซียมีแรงซื้อสุทธิรวมสูงสุด รองลงมาคือ ไทย จำนวน 71 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ก่อนหน้า ขายสุทธิ 195 ล้านเหรียญสหรัฐ) ส่วนฟิลิปปินส์มีแรงขายสุทธิรวม 50 ล้านเหรียญสหรัฐ (สัปดาห์ก่อนซื้อสุทธิ 16 ล้านเหรียญสหรัฐ)

คงมีแต่หุ้น บริษัท ไทยคม (THCOM) เท่านั้นแหละที่ขึ้นเอา...ขึ้นเอา...

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ