posttoday
เจาะลึกยุโรปหลัง ECB ออกมาตรการ QE

เจาะลึกยุโรปหลัง ECB ออกมาตรการ QE

05 กุมภาพันธ์ 2558

โดย อาทิตย์ ทองเจริญ

โดย อาทิตย์ ทองเจริญ

หลังจากรอคอยกันมานาน ในที่สุดธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ฤกษ์ในการประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า QE เสียทีในการประชุม ECB เมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญ ที่อาจจะพลิกโฉมเศรษฐกิจยุโรปกันเลยทีเดียว

หากจะไล่เรียง กันมาถึงมาตรการของ ECB ที่ดำเนินมาในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ได้พยายามที่จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวด้วยการออกมาตรการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ที่ 0.5% การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากให้ลงมาอยู่ในระดับติดลบ การให้ธนาคารพาณิชย์กู้ยืมเงินด้วยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (LTRO) แม้กระทั่งการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านการซื้อสินทรัพย์ตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน

แต่เศรษฐกิจยุโรปกลับดูไม่ฟื้นตัวสักเท่าไหร่นัก โดย IMF คาดการณ์ว่า GDP ของยุโรปในภาพรวมในปีที่ผ่านมา จะเติบโตได้เพียง 0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของสหภาพยุโรป กลับยังอยู่ในระดับต่ำใกล้ 0% และสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาเงินฝืด

จึงไม่น่าแปลกใจที่ท้ายสุดแล้ว ECB ดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบในลักษณะเดียวกับที่ธนาคารกลางสหรัฐทำมาก่อน โดย ECB จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบด้วยการเข้าซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ วงเงินประมาณ 6 หมื่นล้านยูโร/เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 สิ้นสุดเดือน ก.ย. 2559 หรือคิดเป็นเม็ดเงินรวมกว่า 1.1 ล้านล้านยูโร วงเงินสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ ประธาน ECB ระบุว่า จะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อถึงเดือน ก.ย.ปีหน้า ว่าจะดำเนินมาตรการต่อหรือไม่ โดยจะพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจและเงินเฟ้อหลังดำเนินมาตรการไปแล้ว

การประกาศมาตรการ QE ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นและตลาดการเงินทั่วโลกเป็นไปในเชิงบวก เนื่องจากเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องในตลาดการเงินโลกที่หดหายไปจากการหยุดมาตรการ QE ของสหรัฐไปตั้งแต่ช่วงปี 2557 หากประเมินเม็ดเงินที่จะอัดฉีดเข้าระบบนับต่อจากนี้ คือ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก ECB รวมกับเม็ดเงินจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ที่ประมาณ 7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จะพบว่าใกล้เคียงกับเม็ดเงินของมาตรการ QE ของสหรัฐที่สิ้นสุดไปในปีที่ผ่านมาประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกยังมีอยู่พอเพียง ไม่ได้ขาดหายไปเหมือนอย่างที่นักลงทุนเคยกังวลกันไว้ก่อนหน้า

นอกจากนี้ มาตรการ QE ยังส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปปรับตัวลดลงถ้วนหน้า โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีปรับตัวลดลงจากระดับ 0.45% ก่อนหน้ามาตรการ QE มาอยู่ที่ระดับ 0.38% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลฝรั่งเศสปรับตัวลดลงจากระดับ 0.65% มาอยู่ที่ 0.58% เนื่องจากความต้องการมหาศาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจากการซื้อตราสารหนี้ของ ECB ทั้งตราสารหนี้ภาครัฐบาลและเอกชน ซึ่งจะทำให้ราคาของตราสารหนี้ปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนที่ลดลง ก็จะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของทั้งบริษัทจดทะเบียนและภาคครัวเรือนของยุโรปปรับตัวลง และจูงใจให้มีการกู้ยืมเพื่อจับจ่ายใช้สอยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีขึ้น และน่าจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยุโรป โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มยานยนต์ และกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค

การอัดฉีดเม็ดเงินของ ECB ยังส่งผลให้ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มปรับตัวอ่อนค่าลงต่อเนื่อง หลังจากประกาศมาตรการ QE ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงกว่า 2% มาสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนในยุโรป โดยเฉพาะบริษัทที่มีการส่งออก ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้สูงขึ้นและสามารถส่งออกได้มากขึ้น หากพิจารณาบริษัทจดทะเบียนยุโรปที่อยู่ในดัชนี MSCI Europe แล้ว พบว่า กว่า 50% ของรายได้ของบริษัทเหล่านี้เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจนอกยุโรป การอ่อนค่าของเงินยูโร จึงส่งผลบวกต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียนในยุโรปให้เติบโตได้ดีขึ้น โดยข้อมูลจากนักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทยุโรปในปี 2558 จะอยู่ที่ประมาณ 9-14% ซึ่งจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นยุโรปให้สามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องด้วย

แต่ใช่ว่าเศรษฐกิจและการลงทุนในยุโรปจะสวยหรูอย่างเดียว เพราะยังมีปัจจัยเสี่ยงกดดันตลาดให้ผันผวนต่อเนื่อง โดยในระยะสั้นหนีไม่พ้นผลการเลือกตั้งของกรีซที่พรรคไซรีซาที่ต่อต้านนโยบายการรัดเข็มขัดของธนาคารกลางยุโรปได้รับเสียงข้างมาก ทำให้มีความเสี่ยงที่กรีซจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ก่อให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ แต่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ไม่ให้น้ำหนักมาก เนื่องจากไม่ได้รับเสียงข้างมากพรรคเดียว และต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งอาจจำต้องประนีประนอมและอาจจะเจรจายอมรับเงื่อนไขและอยู่ในกลุ่มสหภาพยุโรปต่อ

ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรปในปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจยุโรปจะไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ดัชนี MSCI Europe ปรับตัวขึ้นมาเกือบ 5% ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี 2558 ที่ผ่านมา เติบโตแข็งแกร่ง ปรับตัวขึ้นมากว่า 8% ในช่วงเวลาไม่ถึงเดือน โดยเฉพาะตั้งแต่ได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการของ ECB ส่งผลให้ระดับราคาปัจจุบันที่ Forward P/E ระดับประมาณ 15 เท่า จะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตแล้ว

หากเทียบกับภูมิภาคอื่น เช่น สหรัฐ ซึ่งมี Forward P/E อยู่ที่ระดับ 17 เท่า ก็ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ ประกอบกับท่าทีของธนาคารกลางยุโรปที่พร้อมอัดฉีดเศรษฐกิจเต็มที่ รวมถึงผลประกอบการของบริษัทยุโรป น่าจะดีขึ้นจากการอ่อนค่าของเงินยูโร ยิ่งทำให้หุ้นยุโรปน่าสนใจมากขึ้นในปีนี้ โดยเฉพาะข้อมูลในอดีตที่สหรัฐเคยทำ QE ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวได้ดีขึ้นเฉลี่ยกว่า 23% ภายใน 1 ปี หลังดำเนินมาตรการ QE ก็น่าจะคาดหวังได้ว่า ตลาดหุ้นยุโรปน่าจะได้รับปัจจัยบวกในทิศทางเดียวกัน

อย่างไรก็ดี จากระดับราคาที่ขึ้นมาค่อนข้างเร็วในช่วงต้นปีที่ผ่านมา จึงมีความเสี่ยงที่อาจปรับฐาน หรือขายทำกำไรออกมาในระยะสั้น ผู้ลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการเข้าลงทุน

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69