
MFCจ่อซื้อหุ้นปันผลงาม
MFC คลอดกองทุนไฮ-ดิวิเดนด์ พลัส ฟันด์ ลงทุนหุ้นปันผลดี ดักเทศกาล บจ.แจกเงินปันผล
MFC คลอดกองทุนไฮ-ดิวิเดนด์ พลัส ฟันด์ ลงทุนหุ้นปันผลดี ดักเทศกาล บจ.แจกเงินปันผล
น.ส.ประภา ปูรณโชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) เปิดเผยว่า บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดขายกองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไฮ-ดิวิเดนด์ พลัส ฟันด์ (HI-DIV PLUS) ซึ่งมีกลยุทธ์ในการบริหารแบบเชิงรุก
มุ่งหวังผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัด SET High Dividend 30 Index เสนอขายตั้งแต่วันนี้-6 ก.พ. 2558 ลงทุนขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท
กองทุนเปิด HI-DIV PLUS มีนโยบาย ลงทุนในตราสารทุนของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมออย่างน้อย 3 ปีย้อนหลัง และหรือมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลในอนาคตที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นหลักทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานดีและมีแนวโน้มการเจริญเติบโตสูงในระยะปานกลางถึงระยะยาว โดยลงทุนเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน
สำหรับเงินที่เหลือจะลงทุนในตราสารหนี้ เงินฝากธนาคาร โดยกองทุนอาจลงทุนในตราสารอนุพันธ์ เลือกลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าใน SET50 Index Futures ในฐานะซื้อ (Long Position) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารให้สามารถสร้างผลตอบแทนได้เพิ่มขึ้น และในฐานะขาย (Short Position) เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนในกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลง
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ บลจ.เอ็มเอฟซี มีกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นปันผลเช่นเดียวกัน ชื่อ กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ไฮ-ดิวิเดนด์ ฟันด์ (HI-DIV) และมีนโยบายจ่ายเงินปันผลทุกไตรมาส ส่วนกองทุน HI-DIV PLUS ที่ออกมาเสนอขายในครั้งนี้จะเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการเพิ่มมูลค่าของเงินลงทุุน โดยไม่ต้องการรับเงินปันผลระหว่างทาง
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสายบริหารกองทุนของเอ็มเอฟซี มองว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวระหว่าง 3.5-4% จากการบริโภคและการลงทุนในประเทศ ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนคือแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ดีขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีน้อย เนื่องจากราคาน้ำมันและราคาอาหารไม่สูงนัก คาดว่าอัตราเงินเฟ้อปีนี้จะอยู่ในระดับต่ำระหว่าง 0.5-1%
สำหรับแนวโน้มตลาดในไตรมาสแรกของปีนี้มีแนวโน้มที่ดีจากการดำเนินนโยบายผ่อนคลายการเงินและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางโดยเฉพาะจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ทำให้สภาพคล่องในระบบอยู่ในระดับสูง ด้านอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำจากราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้มีโอกาสที่ธนาคารกลางสามารถดำเนินนโยบายทางการเงินหรือออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาลจะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น และเป็นผลให้ต้นทุนในการผลิตหรือการดำเนินงานลดลง โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนปีนี้น่าจะเติบโตได้ 17% จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ด้าน นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายบริหารกองทุน บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวว่า ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าไปลงทุนหุ้นที่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผลสูงและจ่ายปันผลได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติบริษัทจดทะเบียนจะทยอยประกาศจ่ายเงินปันผลในเดือน มี.ค.และ เม.ย.นี้
“หุ้นในพอร์ตของกองทุน HI-DIV PLUS จะมีประมาณ 25-30 ตัว ที่มีการจ่ายเงินปันผลมาต่อเนื่อง 3 ปี และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 4% หรือหากต่ำกว่านั้นหุ้นนั้นๆ ก็ต้องมีแนวโน้ม
ที่ดี” นายชาคริต กล่าว
อย่างไรก็ตาม บริษัทมองแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีนี้มีทิศทางที่ดีจากโครงการลงทุนของภาครัฐและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะเติบโตขึ้น จึงให้เป้าหมายดัชนีสิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,750 จุด ส่วนกรณีเกิดเหตุระเบิดแสวงเครื่องทางเชื่อมรถไฟฟ้าสถานีสยามนั้นมองว่าตลาดยังไม่ได้กังวลมากนัก







