
โอกาสลงน้อย
แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 1,600 จุดไปได้ โดยระหว่างสัปดาห์ปรับขึ้นสูงสุดที่ 1,610 จุด ก่อนแกว่งตัวระหว่าง 1,580-1,600 จุด โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY เป็นหลักทรัพย์ที่สร้างความผันผวนให้กับดัชนีหุ้นไทย ด้วยความที่เป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ แต่มีจำนวนหุ้นที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่ต่ำ (Low free float) ทำให้การปรับขึ้นหรือลงของหุ้นส่งผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระดับสูง
แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางยุโรป (ECB) แต่ตลาดหุ้นไทยยังคงไม่สามารถผ่านแนวต้านที่ 1,600 จุดไปได้ โดยระหว่างสัปดาห์ปรับขึ้นสูงสุดที่ 1,610 จุด ก่อนแกว่งตัวระหว่าง 1,580-1,600 จุด โดยมีธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY เป็นหลักทรัพย์ที่สร้างความผันผวนให้กับดัชนีหุ้นไทย ด้วยความที่เป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ แต่มีจำนวนหุ้นที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายที่ต่ำ (Low free float) ทำให้การปรับขึ้นหรือลงของหุ้นส่งผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระดับสูง
การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นทุก 1 บาท มีผลให้ดัชนีเปลี่ยนแปลงไป 0.80 จุด ดังนั้นราคา BAY ที่ปรับลดลงจากระดับสูงสุดที่ 104 บาท เหลือ 68.25 บาท จึงส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของ SET Index ราว 28.60 จุด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่า SET Index ปรับลดลงจากจุดสูงสุด 29.53 จุด ซึ่งใกล้เคียงกับระดับความผันผวนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงหุ้น BAY แสดงว่าหุ้นโดยรวมค่อนข้างทรงตัว โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่ปรับตัวขึ้นได้ดี ได้แก่ หุ้น SCC ที่รายงานกำไรไตรมาส 4/2557 ดีกว่าคาด
ต่างชาติและกองทุนทำอะไร? สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติล่าสุด ณ วันที่ 22 ม.ค. 2558 อยู่ที่ 34.24% ซึ่งอยู่ในระดับต่ำ ทำให้เรามองความเสี่ยงจากการขายของต่างชาติไม่สูง และอาจเห็นการ
กลับเข้ามาซื้อของต่างชาติในช่วงถัดไป สำหรับการไถ่ถอนหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ในเดือน ม.ค. 2558 อยู่ในระดับที่ไม่สูงมากเทียบกับการไถ่ถอนในปี 2557 ทั้งนี้หุ้นที่เราเห็นต่างชาติเพิ่มสัดส่วนการลงทุนอย่างต่อเนื่องในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ AMATA AP AAV ทั้งนี้นักลงทุนสามารถติดตามข้อมูลความเคลื่อนไหวการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติได้ผ่านรายงาน Flow Tracking ของฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย ซึ่งเผยแพร่ทุกวันจันทร์
ปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า (30 ม.ค.-6 ก.พ.) : ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญคือ การประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 4/2557 ของสหรัฐ (30 ม.ค.) และตัวเลข PMI Manufacturing ของจีน (1 ก.พ.) นอกจากนั้นรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนภาวะการลงทุน ดังนั้นเราประเมินในช่วง 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า น้ำหนักการลงทุนจะขึ้นกับปัจจัยรายบริษัทมากกว่าภาพรวมของตลาด
แนวโน้มและกลยุทธ์การลงทุน : ประเมินความเสี่ยงทางลงจำกัดที่ 1,570-1,580 จุด ก่อนที่ปรับขึ้นทดสอบ 1,650 จุด ในช่วงไตรมาส 1/2558 ความผันผวนมาจากการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ การปรับลดประมาณการกำไรและคำแนะนำสำหรับหุ้นในกลุ่มพลังงาน ในเชิงกลยุทธ์การอ่อนตัวเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของต่างชาติ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการบริโภคน้ำมันราคาถูก หุ้นที่มีราคาถูกในเชิงปัจจัยพื้นฐาน (Cheap Valuation) และหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูง จะมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ
หุ้นเด่น : AMATA AP AAV CK TRT DEMCO JAS JSP SCC
หุ้นเก็งกำไรทางเทคนิค : IVL BA NOK TNITY TPOLY CNT







