posttoday
ลูกหนี้ขอสินเชื่อยากขึ้น หลังกฎหมายใหม่ใช้บังคับ

ลูกหนี้ขอสินเชื่อยากขึ้น หลังกฎหมายใหม่ใช้บังคับ

29 มกราคม 2558

สถาบันการเงินเตรียมแก้ไขสัญญาเงินกู้และเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ว่าด้วยการค้ำประกันและจดจำนอง โดยจะมีผลกับทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ หลังได้เสนอแก้ไขในประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่มีความคืบหน้าและคาดแก้ไขกฎหมายไม่ทันแน่นอน ซึ่งสถาบันการเงินจะกำหนดสัญญาเงินกู้และเงื่อนไขใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2558 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

สถาบันการเงินเตรียมแก้ไขสัญญาเงินกู้และเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อใหม่ เพื่อให้เป็นไปตาม ป.พ.พ. (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ว่าด้วยการค้ำประกันและจดจำนอง โดยจะมีผลกับทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ หลังได้เสนอแก้ไขในประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่มีความคืบหน้าและคาดแก้ไขกฎหมายไม่ทันแน่นอน ซึ่งสถาบันการเงินจะกำหนดสัญญาเงินกู้และเงื่อนไขใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ก.พ. 2558 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ลูกค้าขอสินเชื่อใหม่

1.เปลี่ยนผู้ค้ำประกันเป็นผู้กู้ร่วม

2.ให้น้ำหนักธุรกิจและความเคลื่อนไหวทางบัญชีลูกค้าเอสเอ็มอีมากกว่าผู้ค้ำประกัน

3.เรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้เพิ่ม หากไม่มีจะลดวงเงินให้กู้ลง

4.คิดดอกเบี้ยเงินกู้ตามความเสี่ยงของธุรกิจ

5.ใช้เวลาในการพิจารณาสินเชื่อนานขึ้น

ลูกค้าเก่า

1.ส่งข้อมูลลูกหนี้ สถานการณ์ชำระหนี้ให้ผู้ค้ำประกันทุกไตรมาส

2.ปรับปรุงข้อมูล ชื่อ และที่อยู่ ของผู้ค้ำประกันทุกปี

3.เรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้เพิ่ม หากไม่มีธนาคารอาจพิจารณาไม่เพิ่มวงเงินกู้

ทนายคลายทุกข์ได้รับการสอบถามจากลูกหนี้และเจ้าหนี้สถาบันการเงินเจ้าหนี้นอกระบบหลายราย เกี่ยวกับเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การทวงหนี้ และการค้ำประกัน มีหลายคำถามที่น่าสนใจ จึงขอนำมาเสนอท่านผู้อ่าน ดังนี้

ควรจะไปค้ำประกันก่อนหรือหลังกฎหมายใหม่ใช้บังคับ ทนายคลายทุกข์ ขอเรียนว่า ผู้ค้ำประกันจะได้ประโยชน์หลังกฎหมายใหม่ใช้บังคับ ดังนั้นจึงแนะนำว่า ถ้าท่านจะค้ำประกันลูกหนี้เพื่อชำระหนี้แทนลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ควรค้ำประกันหลังจากกฎหมายใหม่ใช้บังคับ เพราะผู้ค้ำประกันจะได้มีสิทธิเกี่ยงให้ไปทวงหนี้กับลูกหนี้ชั้นต้นก่อนได้

ตัวบทกฎหมายอ้างอิง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 681/1  ข้อตกลงใดที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมหรือในฐานะเป็นลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ

มาตรา 686  เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ให้เจ้าหนี้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด และไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดเจ้าหนี้จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ก่อนที่หนังสือบอกกล่าวจะไปถึงผู้ค้ำประกันมิได้ แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ค้ำประกันที่จะชำระหนี้เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระ

ในกรณีที่เจ้าหนี้มิได้มีหนังสือบอกกล่าวภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทน ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง

เมื่อเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้หรือผู้ค้ำประกันมีสิทธิชำระหนี้ได้ตามวรรคหนึ่ง ผู้ค้ำประกันอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือใช้สิทธิชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ที่ลูกหนี้มีอยู่กับเจ้าหนี้ก่อนการผิดนัดชำระหนี้  ทั้งนี้เฉพาะในส่วนที่ตนต้องรับผิดก็ได้ และให้นำความในมาตรา 701 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ในระหว่างที่ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ตามเงื่อนไขและวิธีการในการชำระหนี้ของลูกหนี้ตามวรรคสาม เจ้าหนี้จะเรียกดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพราะเหตุที่ลูกหนี้ผิดนัดในระหว่างนั้นมิได้

การชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันตามมาตรานี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของผู้ค้ำประกันตามมาตรา 693

กระบวนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารที่เปลี่ยนไป จะมีผลต่อเจ้าหนี้สถาบันการเงินหรือลูกหนี้อย่างไร ในส่วนของเจ้าหนี้ก็ต้องใช้กลยุทธ์ทุกรูปแบบในการบริหารความเสี่ยงในกรณีมีผู้ค้ำประกันหนี้ลูกหนี้ เช่น นำผู้ค้ำประกันมาเป็นผู้กู้ร่วม ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็น่าคิดอยู่นะครับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 650 ประกอบมาตรา 653 การกู้ยืมเงินย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม (เงินที่ขอกู้)  ดังนั้น หากซิกแซ็กโดยนำผู้ค้ำประกันมาเป็นผู้กู้ร่วม ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเจตนาต้องการค้ำประกันไม่ได้ต้องการกู้ยืมเงิน จึงเกิดประเด็นทางกฎหมายขึ้นมาว่า ใช่เจตนาอันแท้จริงของผู้ค้ำประกันหรือไม่ หรือเป็นเพียงกลอุบายเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายค้ำประกันฉบับใหม่ ประเด็นนี้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ต้องระวังเป็นอย่างมาก ผู้ค้ำประกันที่ถูกบังคับให้เป็นผู้กู้ร่วม อาจจะยกขึ้นต่อสู้ในชั้นศาลได้ และอาจทำให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้แพ้คดีก็ได้นะครับ และยังมีอีกประเด็นหนึ่ง ประเด็นเกี่ยวกับการส่งมอบเงินตามสัญญากู้ต้องส่งมอบเงินให้กับลูกหนี้ด้วยนะครับตามกฎหมาย ดังนั้นผู้ค้ำประกันที่ถูกบังคับให้เป็นผู้กู้ร่วม ถ้านำสืบได้ว่า ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ สัญญากู้ก็ไม่บริบูรณ์ฟ้องบังคับให้ชำระหนี้ไม่ได้ ผมเชื่อเหลือเกินว่าต้องมีการต่อสู้ประเด็นนี้อย่างแน่นอน สถาบันการเงินเจ้าหนี้ก็จะต้องเตรียมรับมือเอาไว้ เพราะกฎหมายฉบับใหม่เขียนไว้ชัดเจนว่าเจ้าหนี้จะบังคับให้ผู้ค้ำประกันไปเป็นลูกหนี้ร่วมไม่ได้ ถ้าไปทำเช่นนั้นก็เป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681/1

การที่ลูกหนี้จะมาขอกู้ร่วม ในทางปฏิบัติธนาคารก็มักจะถามถึงความสัมพันธ์ของผู้กู้ร่วม เช่น เป็นสามีภริยา หรือเป็นหุ้นส่วน หรือมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ถ้าไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย ก็อาจจะไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ หรือถ้าอนุมัติไปแล้ว ผู้กู้ร่วมบางคนหัวหมอก็อาจใช้เป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลว่า ถูกธนาคารเจ้าหนี้บังคับให้เป็นผู้กู้ร่วม ทั้งที่ธนาคารก็รู้อยู่แล้วว่า ตนเองไม่ได้ต้องการที่จะกู้ร่วม แต่ต้องการหลบเลี่ยงกฎหมายค้ำประกันฉบับใหม่ ประเด็นนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดหนักเหมือนกันสำหรับสถาบันการเงินเจ้าหนี้

สุดท้ายนี้ หวังว่าสถาบันการเงินเจ้าหนี้กับลูกหนี้จะหาทางปรองดองกัน เพื่อลูกหนี้จะมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกันธนาคารในฐานะเจ้าหนี้โดยสุจริต ก็ยังคงมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ถ้าจะให้ดีควรแก้กฎหมายค้ำประกันใหม่ อย่าให้มันสุดโต่งเกินไป เหมือนกับการทารุณกรรมสัตว์ สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า คนเสียเปรียบหมาหรือเปล่า

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69