
ไอซีทียันกม.ดิจิทัลหนุนศก.ไทยโต1.3%
กระทรวงไอซีทีเผยกฎหมายดิจิทัล ทำเพื่อเศรษฐกิจไทย เพิ่มจีดีพี 1.3% สร้างระบบความปลอดภัยข้อมูลให้ประเทศใหม่
กระทรวงไอซีทีเผยกฎหมายดิจิทัล ทำเพื่อเศรษฐกิจไทย เพิ่มจีดีพี 1.3% สร้างระบบความปลอดภัยข้อมูลให้ประเทศใหม่
นายพรชัย รุจิประภา รมว.กระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า กระทรวงไอซีทีที่เป็นผู้ร่าง พ.ร.บ.กฎหมายดิจิทัลทั้งหมด ไม่ได้เป็นการร่างกฎหมาย จากทหารตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ รวมทั้งไม่ใช่เป็นกฎหมายเพื่อความมั่นคง มากกว่าเรื่องเศรษฐกิจ โดยกระทรวงไอซีที ต้องการสร้างระบบ (แฟตฟอร์ม) ให้แก่ประเทศไทยว่า หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินในประเทศไทยจะต้องมีหน่วยงานหลักทำหน้าที่ดูแลและป้องกันต่างๆ
ทั้งนี้ในปัจจุบันมีปัญหาการแฮกข้อมูลต่างๆ รุนแรงมากขึ้น และประเทศทั่วโลกก็ตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยทางไซเบอร์สูงมาก โดยในประเทศไทยหน่วยงานทั้งหมด 400 หน่วยงาน มีหน่วยงานที่มีมาตรฐานป้องกันความปลอดภัยตามเกณฑ์ที่กำหนดเพียง 95 หน่วยงาน จึงมั่นใจว่า กฎหมาย ดิจิทัล เมื่อมีผลบังคับใช้แล้ว ทำให้ประชาชนเข้าถึงไอซีทีได้เพิ่มขึ้น 10% จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย และเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขึ้น 1.3%
พร้อมกันนี้ กระทรวงไอซีที ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อกฎหมายนี้ ตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา และจะรับฟังความคิดเห็นต่อเนื่อง จนกว่ากฎหมายจะเข้าสู่ การพิจารณาของ คณะกรรมการกฤษฎีกา หลังจากนั้นจะนำเข้าไปสู่ คณะรัฐมนตรี เห็นชอบอีกครั้ง และเสนอไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาในเดือน มี.ค.หรือ เม.ย.นี้ ซึ่งมั่นใจว่า จะปรับแก้ไขและเป็นกฎหมายที่เหมาะสมกับประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ดังนั้น กฎหมายดิจิทัลจะเริ่มมีผลใช้ได้เป็นทางการเดือน มิ.ย.นี้ ล่าช้ากว่ากำหนดเดิมที่วางไว้เดือน เม.ย. หลังจากนั้น จะจัดตั้งคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับกฎหมายที่มีผลบังคับใช้
ขณะเดียวกัน ในร่างกฎหมายดิจิทัล ดังกล่าว จะมีการปรับแก้และยุบรวมร่าง พ.ร.บ.กฎหมายบางฉบับ เช่น ร่าง พ.ร.บ. กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ….จะนำไปรวมกับ พ.ร.บ.ฉบับอื่น เป็นต้น ทำให้ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ก็จะไม่มีคณะกรรมการชุดปัจจุบัน แต่จะมีคณะกรรมการทำหน้าที่ดูแลกองทุนใหม่
สำหรับ การบริหารกองทุนดังกล่าว จะเป็นการบริการร่วมระหว่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกระทรวงไอซีที ส่วนกฎหมายใหม่ที่มีผลต่อ กสทช. นั้น จะมีผลทั้งเรื่องกองทุน การบริหารคลื่นความถี่ ที่ต้องอยู่ภายใต้ คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่มีความจำเป็นต้องบริการคลื่นความถี่ และพิจารณาว่า คลื่นใดควรให้ภาครัฐ หรือให้เอกชนประมูล
"เหตุผลที่ต้องมี การจัดสรรคลื่นในประเทศไทยใหม่ เพราะที่ผ่านมากฎหมายกำหนดให้คลื่นทั้งหมดต้องนำไปประมูลเท่านั้น แต่ก็มีคลื่นของ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย ที่ดูแลและใช้งานอยู่ หากนำไปประมูลก็จะเกิดปัญหา จึงจำเป็นต้องแก้ไขและมีกฎหมายรองรับคลื่นของภาครัฐ" นายพรชัย กล่าว
ส่วนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. ….ที่หลายฝ่ายกังวลนั้น อยากให้เข้าไปทำความเข้าใจกับ มาตรา 35/3 ที่เปิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลได้เฉพาะเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์เท่านั้น และยังมีบทลงโทษตามมาตรา 36 ที่หากเจ้าหน้าที่นำข้อมูลดังกล่าวไปเปิดเผยจะมีบทลงโทษสูงสุดถึง 3 ปี แต่ทั้งนี้ใน ร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ ก็จะมีการปรับแก้ไขในบางเรื่องเช่นกัน จึงอยากให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจให้ตรงกัน







