
ช้า เฉื่อย และเฉิ่ม
ในที่สุดรัฐบาลไทยก็ได้เดินหน้าผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ กนพ. เป็นองค์กรสำคัญในการกำหนดนโยบาย ในเบื้องต้นมีการประกาศให้พื้นที่ชายแดนใน 5 จังหวัด เช่น จ.ตาก มุกดาหาร สงขลา สระแก้ว และตราด เป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ในที่สุดรัฐบาลไทยก็ได้เดินหน้าผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยมีคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ หรือ กนพ. เป็นองค์กรสำคัญในการกำหนดนโยบาย ในเบื้องต้นมีการประกาศให้พื้นที่ชายแดนใน 5 จังหวัด เช่น จ.ตาก มุกดาหาร สงขลา สระแก้ว และตราด เป็นพื้นที่นำร่องในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ
แต่แม้ว่าจะประกาศเป็นนโยบายสำคัญและประกาศพื้นที่ออกมาแล้ว แต่ “สิทธิประโยชน์พิเศษ” ที่ควรจะประกาศออกมาให้ชัดกลับยังไม่มีความชัดเจน เท่าที่ผมรู้ข้าราชการผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดสิทธิประโยชน์ เพิ่งจะเดินทางไปดูเขตเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านเมื่อไม่นานมานี้เอง
ข้อเท็จจริงที่เราต้องรู้ก่อนก็คือประเทศเพื่อนบ้านเรานั้นต่างก็มีเขตเศรษฐกิจพิเศษมาก่อนเราหลายปีแล้ว ต่างชาติเริ่มเข้าไปลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเหล่านั้นมาหลายปีแล้ว ต่างจากประเทศไทยที่พูดมานานแต่เพิ่งจะเริ่มขยับในรัฐบาลนี้
ผมจะขอตั้งข้อสังเกต ดังนี้ หนึ่ง การใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อพัฒนาประเทศนั้นต้องเป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบควรจะเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติดังนั้นการที่ไทยเราช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ยังไม่มีเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นเป็นความรับผิดชอบของสภาพัฒน์โดยตรง
การที่สภาพัฒน์ไม่เขียนยุทธศาสตร์เรื่องนี้ให้ชัดเจนและไม่สามารถผลักดันให้รัฐบาลที่ผ่านๆ มาเดินหน้าเรื่องนี้ได้ สะท้อนถึงความ อ่อนแอในการเขียนยุทธศาสตร์และฝีมือในการโน้มน้าวรัฐบาลชุดที่ผ่านๆ มา
การมอบหมายให้เลขาฯ สภาพัฒน์ซึ่งปัจจุบันสวมหมวกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมมาร่วมผลักดันเรื่องนี้ จึงน่าจะเป็นจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง เพราะขนาดสวมหมวกใบเดียวยังช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน
สอง ประเทศเพื่อนบ้านที่เขามีเขตเศรษฐกิจพิเศษก่อนเรานั้นต่างก็มี “สิทธิประโยชน์พิเศษ” ต่างๆ ที่หลากหลาย รวมถึงวิธีการจัดการที่ต่างกันออกไป ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นสภาพัฒน์ บีโอไอ กระทรวงการคลัง และกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องควรจะมีอยู่ในมือและควรจะเข้าใจจุดอ่อนจุดแข็งอย่างทะลุปรุโปร่งไม่ใช่ประกาศแต่พื้นที่ออกมาก่อน ส่วน “สิทธิประโยชน์พิเศษ” กลับเพิ่งเริ่มศึกษาและหาข้อมูล
หลักฐานที่ฟ้องว่า กนพ.ไม่มีข้อมูลก็คือแม้จะผ่านไปสองเดือนคือ ธ.ค.ปีที่แล้วและเดือน ม.ค.ปีนี้ หลังการประชุม กนพ.ครั้งที่ 2 ตอนกลางเดือน พ.ย. ก็ยังไม่มีการประกาศ “สิทธิประโยชน์พิเศษ” หรือมาตรการ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องออกมา และผมยังเห็นกรรมการ กนพ.คนสำคัญบางคนเพิ่งจะเดินทางไปศึกษาเขตเศรษฐกิจพิเศษของเพื่อนบ้านช่วงปลายเดือน ม.ค.นี้เอง
สาม การประกาศแต่เขตพื้นที่ออกมาก่อนมีแต่จะทำให้เกิดการเก็งกำไรราคาที่ดิน เร็วๆ นี้กรมธนารักษ์ได้ออกข่าวว่าราคาที่ดินใน อ.แม่สอด จ.ตาก มีราคาเพิ่มขึ้นกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อราคาที่ดินสูงขึ้นมากขนาดนี้ เพราะทางการปล่อยให้มีการเก็งกำไร ต้นทุนในการลงทุนก็สูงขึ้น ความน่าสนใจของการมาลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็ย่อมจะลดลง
กนพ. รู้ไหมครับว่าตอนที่มาเลเซียเขาวางแผนที่จะพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษอิสกันดาร์ทางตอนใต้ของประเทศส่วนที่ใกล้กับสิงคโปร์ที่สุดนั้น สิ่งแรกที่รัฐบาลมาเลเซียเขาทำคือประกาศห้ามเก็งกำไรที่ดิน ถ้ารู้ทำไมเราไม่ห้ามการเก็งกำไรที่ดิน? ถ้าไม่รู้ทำไมถึงไม่รู้?
ยังมีอีกหลายข้อสังเกตนะครับ กรุณารออ่านวันพุธหน้า แต่ถ้าผมเป็น กนพ. ผมจะไม่รอนะครับ แต่จะสั่งให้หน่วยราชการไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านบินด่วนเอาข้อมูลเขตเศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้านมาให้ด่วนที่สุด
เราช้า เฉื่อย และเฉิ่มเกินไปแล้วครับ







