
พลังงาน-แบงก์ แชมป์ธุรกิจยั่งยืน
สถาบันไทยพัฒน์ องค์กรสาธารณประโยชน์ไม่สังกัดรัฐบาล ทำหน้าที่วิจัย พัฒนา ฝึกอบรม โชว์ผลงานชิ้นล่าสุดเปิดเผยรายชื่อ 100 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนหรือ ESG100 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ประมาณ 9 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วนราว 64% ของมาร์เก็ตแคปรวมที่ประมาณ 14 ล้านล้านบาท ทั้งนี้เป็นกลุ่ม บจ.ที่มีการดำเนินการที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยจัดทำเป็นครั้งแรกคัดเลือกจาก บจ.จำนวน 567 แห่ง โดยประเมินแหล่งข้อมูล 6 แหล่ง มีจำนวนข้อมูลกว่า 10,500 จุด
สถาบันไทยพัฒน์ องค์กรสาธารณประโยชน์ไม่สังกัดรัฐบาล ทำหน้าที่วิจัย พัฒนา ฝึกอบรม โชว์ผลงานชิ้นล่าสุดเปิดเผยรายชื่อ 100 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนหรือ ESG100 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ประมาณ 9 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วนราว 64% ของมาร์เก็ตแคปรวมที่ประมาณ 14 ล้านล้านบาท ทั้งนี้เป็นกลุ่ม บจ.ที่มีการดำเนินการที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยจัดทำเป็นครั้งแรกคัดเลือกจาก บจ.จำนวน 567 แห่ง โดยประเมินแหล่งข้อมูล 6 แหล่ง มีจำนวนข้อมูลกว่า 10,500 จุด
“พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ อธิบายว่า ESG เป็นมิติของการสื่อถึงข้อมูลอย่างถูกต้องหลังจากการทำเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ซึ่งเป็นเรื่องการลงมือปฏิบัติ เมื่อเข้าไปค้นข้อมูล บจ.ในกลุ่ม ESG100 พบว่าหากแยกเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินจะติดรายชื่อเข้ามาสูงสุดเป็นอันดับ 1 ที่จำนวน 17 แห่ง อันดับ 2 คือกลุ่มบริการ จำนวน 16 แห่ง แต่ถ้าแยกออกมาเป็นหมวดพลังงานจะมีจำนวนสูงสุดเป็นอันดับ 1 จำนวน 12 แห่ง อันดับ 2 คือ ธนาคารพาณิชย์จำนวน 10 แห่ง ขณะที่ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีชื่อติดเข้ามาเพียง 4 แห่งเท่านั้น
ปัจจุบันเริ่มเห็นกองทุนขนาดใหญ่ต่างประเทศให้ความสำคัญในหุ้นที่มี ESG มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีตัวอย่างเช่น กองทุนคาลเปอร์ส ได้กำหนดเกณฑ์พื้นฐานในการพิจารณาลงทุนหุ้นใดๆ ต้องมี ESG เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเจ้าของเงินว่ากองทุนจะไม่ทำให้เงินที่ฝากมาลงทุนสูญไปด้วย ยังมีการจัดทำข้อมูลและให้บริการดัชนีด้านความยั่งยืนเผยแพร่แก่ผู้ลงทุน โดยใช้ข้อมูล ESG เป็นพื้นฐานการพิจารณาจำนวนหลายราย อาทิ เอสแอนด์พี ดาวโจนส์ ฟุตซี่ เอ็มเอสซีไอ และมีจำนวนแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เม็ดเงินลงทุนที่ถูกจัดสรรในหมวดการลงทุนที่ยั่งยืนมีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดด
ในสหรัฐมีปริมาณเม็ดเงินที่ลงทุนในหมวดนี้มากกว่า 6.57 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ มีสัดส่วนประมาณ 18% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของมูลค่ากองทุนทั้งหมดที่ 36.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในยุโรปมีการลงทุนในหมวดนี้สูงถึง 7 ล้านล้านยูโร
ขณะที่จากข้อมูลย้อนหลังในการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่มีการเก็บข้อมูลพบว่ากลุ่มหุ้น ESG ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีรวมของตลาดหุ้น ขณะที่ในปี 2558 น่าจะเห็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทำดัชนี ESG ออกด้วย และในปีนี้จะเริ่มเห็นโบรกเกอร์หลายแห่งออกบทวิเคราะห์ โดยนำประเด็น ESG ไปประกอบไว้เป็นส่วนหนึ่ง
นอกจากนี้ เริ่มเห็นแนวโน้มกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยเริ่มให้ความสำคัญกำหนดนโยบายการลงทุนในหุ้นที่มี ESG หรืออาจมีการดำเนินการบางส่วน โดยไม่ได้พิจารณาการลงทุนจากตัวเลขผลประกอบการหรือตัวเลขต่างๆ ทางการเงินเท่านั้น เช่น กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีบรรษัทภิบาล หรือมีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยในปี 2558 มีโอกาสที่เม็ดเงินของกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยที่มี ESG หรือมีการดำเนินการบางส่วนจะมีมูลค่ารวมถึง 3-4 หมื่นล้านบาท และใน 1-2 ปีข้างหน้ามีโอกาสที่จะมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านบาท
“ในฝั่งผู้ลงทุนรายย่อยหุ้นกลุ่ม ESG100 ถือเป็นเครื่องมือขั้นต้นที่ช่วยคัดเลือกหุ้นออกมาเหลือ 100 ตัว จาก 567 ตัว ช่วยให้ได้บริษัทที่ดีขึ้น เป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการเติบโตที่ดี และยังมีนโยบาย ESG ซึ่งจะพากิจการไปสู่วิถีความยั่งยืนให้องค์กร” พิพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ ยังแนะนำ บจ.ว่าควรให้ความสำคัญและคำนึงถึงการมี ESG มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงส่งผลต่อผลประกอบการ รวมถึงการสร้างโอกาสทางการเงินในเชิงธุรกิจ สะท้อนจากตัวอย่างจริงในปี 2557 ในภาคธุรกิจประมงประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีผลกระทบต่อซัพพลายเชน โดยมี บจ.ที่โดนผลกระทบคือระงับคำสั่งซื้อสินค้าไปด้วย หรืออุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มแบรนด์สินค้าดังระดับโลกที่พบว่าได้ใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่ยอดขาย ดังนั้นการมี ESG จึงไม่ใช่เพียงการให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือสังคม แต่เป็นการดูแลผลกระทบเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกลับมาที่ผลประกอบการของ บจ.
พิพัฒน์ ยังให้คำแนะนำต่อว่า บจ.ที่ไม่ให้ความสนใจ ESG ควรหันมาให้ความสำคัญสร้างการยอมรับ โดยนำผล ESG100 กลับไปสำรวจภายในองค์กรว่ายังมีช่องว่างใดที่ยังไม่ได้ดำเนินการ หรือทำแล้วแต่รายงานข้อมูลไม่ตรงในเรื่องการลงมือปฏิบัติ เพราะถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน
บัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการ CAC เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ CAC ได้มีมติให้การรับรองบริษัทที่รับรองตนเองว่ามีนโยบายและมีแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตภายในองค์กรครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนดเพิ่มขึ้นอีก 18 บริษัท ทำให้จำนวนบริษัทที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC เพิ่มขึ้นเป็น 96 บริษัท







