posttoday
พลังงาน-แบงก์ แชมป์ธุรกิจยั่งยืน

พลังงาน-แบงก์ แชมป์ธุรกิจยั่งยืน

28 มกราคม 2558

สถาบันไทยพัฒน์ องค์กรสาธารณประโยชน์ไม่สังกัดรัฐบาล ทำหน้าที่วิจัย พัฒนา ฝึกอบรม โชว์ผลงานชิ้นล่าสุดเปิดเผยรายชื่อ 100 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนหรือ ESG100 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ประมาณ 9 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วนราว 64% ของมาร์เก็ตแคปรวมที่ประมาณ 14 ล้านล้านบาท ทั้งนี้เป็นกลุ่ม บจ.ที่มีการดำเนินการที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยจัดทำเป็นครั้งแรกคัดเลือกจาก บจ.จำนวน 567 แห่ง โดยประเมินแหล่งข้อมูล 6 แหล่ง มีจำนวนข้อมูลกว่า 10,500 จุด

สถาบันไทยพัฒน์ องค์กรสาธารณประโยชน์ไม่สังกัดรัฐบาล ทำหน้าที่วิจัย พัฒนา ฝึกอบรม โชว์ผลงานชิ้นล่าสุดเปิดเผยรายชื่อ 100 บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่มีความโดดเด่นในการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนหรือ ESG100 มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ประมาณ 9 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วนราว 64% ของมาร์เก็ตแคปรวมที่ประมาณ 14 ล้านล้านบาท ทั้งนี้เป็นกลุ่ม บจ.ที่มีการดำเนินการที่โดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยจัดทำเป็นครั้งแรกคัดเลือกจาก บจ.จำนวน 567 แห่ง โดยประเมินแหล่งข้อมูล 6 แหล่ง มีจำนวนข้อมูลกว่า 10,500 จุด

“พิพัฒน์ ยอดพฤติการ” ผู้อำนวยการสถาบันไทยพัฒน์ อธิบายว่า ESG เป็นมิติของการสื่อถึงข้อมูลอย่างถูกต้องหลังจากการทำเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ซึ่งเป็นเรื่องการลงมือปฏิบัติ เมื่อเข้าไปค้นข้อมูล บจ.ในกลุ่ม ESG100 พบว่าหากแยกเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินจะติดรายชื่อเข้ามาสูงสุดเป็นอันดับ 1 ที่จำนวน 17 แห่ง อันดับ 2 คือกลุ่มบริการ จำนวน 16 แห่ง แต่ถ้าแยกออกมาเป็นหมวดพลังงานจะมีจำนวนสูงสุดเป็นอันดับ 1 จำนวน 12 แห่ง อันดับ 2 คือ ธนาคารพาณิชย์จำนวน 10 แห่ง ขณะที่ บจ.ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) มีชื่อติดเข้ามาเพียง 4 แห่งเท่านั้น

ปัจจุบันเริ่มเห็นกองทุนขนาดใหญ่ต่างประเทศให้ความสำคัญในหุ้นที่มี ESG มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีตัวอย่างเช่น กองทุนคาลเปอร์ส ได้กำหนดเกณฑ์พื้นฐานในการพิจารณาลงทุนหุ้นใดๆ ต้องมี ESG เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเจ้าของเงินว่ากองทุนจะไม่ทำให้เงินที่ฝากมาลงทุนสูญไปด้วย ยังมีการจัดทำข้อมูลและให้บริการดัชนีด้านความยั่งยืนเผยแพร่แก่ผู้ลงทุน โดยใช้ข้อมูล ESG เป็นพื้นฐานการพิจารณาจำนวนหลายราย อาทิ เอสแอนด์พี ดาวโจนส์ ฟุตซี่ เอ็มเอสซีไอ และมีจำนวนแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่เม็ดเงินลงทุนที่ถูกจัดสรรในหมวดการลงทุนที่ยั่งยืนมีแนวโน้มการเติบโตแบบก้าวกระโดด

ในสหรัฐมีปริมาณเม็ดเงินที่ลงทุนในหมวดนี้มากกว่า 6.57 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ มีสัดส่วนประมาณ 18% ของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (เอยูเอ็ม) ของมูลค่ากองทุนทั้งหมดที่ 36.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในยุโรปมีการลงทุนในหมวดนี้สูงถึง 7 ล้านล้านยูโร

ขณะที่จากข้อมูลย้อนหลังในการลงทุนในตลาดหุ้นต่างประเทศที่มีการเก็บข้อมูลพบว่ากลุ่มหุ้น ESG ยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าดัชนีรวมของตลาดหุ้น ขณะที่ในปี 2558 น่าจะเห็นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ทำดัชนี ESG ออกด้วย และในปีนี้จะเริ่มเห็นโบรกเกอร์หลายแห่งออกบทวิเคราะห์ โดยนำประเด็น ESG ไปประกอบไว้เป็นส่วนหนึ่ง

นอกจากนี้ เริ่มเห็นแนวโน้มกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยเริ่มให้ความสำคัญกำหนดนโยบายการลงทุนในหุ้นที่มี ESG หรืออาจมีการดำเนินการบางส่วน โดยไม่ได้พิจารณาการลงทุนจากตัวเลขผลประกอบการหรือตัวเลขต่างๆ ทางการเงินเท่านั้น เช่น กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่มีบรรษัทภิบาล หรือมีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยในปี 2558 มีโอกาสที่เม็ดเงินของกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยที่มี ESG หรือมีการดำเนินการบางส่วนจะมีมูลค่ารวมถึง 3-4 หมื่นล้านบาท และใน 1-2 ปีข้างหน้ามีโอกาสที่จะมีมูลค่าถึง 1 แสนล้านบาท

“ในฝั่งผู้ลงทุนรายย่อยหุ้นกลุ่ม ESG100 ถือเป็นเครื่องมือขั้นต้นที่ช่วยคัดเลือกหุ้นออกมาเหลือ 100 ตัว จาก 567 ตัว ช่วยให้ได้บริษัทที่ดีขึ้น เป็นกลุ่มที่มีผลประกอบการเติบโตที่ดี และยังมีนโยบาย ESG ซึ่งจะพากิจการไปสู่วิถีความยั่งยืนให้องค์กร” พิพัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังแนะนำ บจ.ว่าควรให้ความสำคัญและคำนึงถึงการมี ESG มากขึ้น เพราะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงส่งผลต่อผลประกอบการ รวมถึงการสร้างโอกาสทางการเงินในเชิงธุรกิจ สะท้อนจากตัวอย่างจริงในปี 2557 ในภาคธุรกิจประมงประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีผลกระทบต่อซัพพลายเชน โดยมี บจ.ที่โดนผลกระทบคือระงับคำสั่งซื้อสินค้าไปด้วย หรืออุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มแบรนด์สินค้าดังระดับโลกที่พบว่าได้ใช้สารเคมีอันตรายในกระบวนการผลิต ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายแก่ยอดขาย ดังนั้นการมี ESG จึงไม่ใช่เพียงการให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือสังคม แต่เป็นการดูแลผลกระทบเหล่านี้เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกลับมาที่ผลประกอบการของ บจ.

พิพัฒน์ ยังให้คำแนะนำต่อว่า บจ.ที่ไม่ให้ความสนใจ ESG ควรหันมาให้ความสำคัญสร้างการยอมรับ โดยนำผล ESG100 กลับไปสำรวจภายในองค์กรว่ายังมีช่องว่างใดที่ยังไม่ได้ดำเนินการ หรือทำแล้วแต่รายงานข้อมูลไม่ตรงในเรื่องการลงมือปฏิบัติ เพราะถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

บัณฑิต นิจถาวร เลขาธิการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการ CAC เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการ CAC ได้มีมติให้การรับรองบริษัทที่รับรองตนเองว่ามีนโยบายและมีแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตภายในองค์กรครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนดเพิ่มขึ้นอีก 18 บริษัท ทำให้จำนวนบริษัทที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CAC เพิ่มขึ้นเป็น 96 บริษัท

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69