
นึกถึงนาโนไฟแนนซ์ นึกถึง MTLS
เรากลับไปพบผู้บริหารของ MTLS อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เพื่อขออัพเดทข้อมูล เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทำจุดสูงสุดใหม่แทบทุกวันและสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ประเมินไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาซื้อขายในตลาดอย่างมาก (FSS เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ MTLS) เราได้พบว่าการขยายสาขาเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคาดไว้ และโอกาสในการเติบโตในธุรกิจนาโนไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการจัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการของเราตั้งแต่แรก
เรากลับไปพบผู้บริหารของ MTLS อีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้เพื่อขออัพเดทข้อมูล เนื่องจากราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ทำจุดสูงสุดใหม่แทบทุกวันและสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ได้ประเมินไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาซื้อขายในตลาดอย่างมาก (FSS เป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายหุ้น IPO ของ MTLS) เราได้พบว่าการขยายสาขาเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เราคาดไว้ และโอกาสในการเติบโตในธุรกิจนาโนไฟแนนซ์เพิ่มขึ้นอย่างมากหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบการ
จัดตั้งนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการของเราตั้งแต่แรก
MTLS อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในการประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์
การประกอบธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งเพิ่งได้รับความเห็นชอบจาก ครม. เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา เป็นประโยชน์โดยตรงต่อ MTLS ซึ่งมีคุณสมบัติและการประกอบธุรกิจที่อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดในกลุ่มการเงิน เนื่องจาก
1.มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) อยู่ในระดับต่ำสุดในอุตสาหกรรมเพียง 0.6 เท่า เนื่องจากฐานทุนที่ใหญ่ขึ้นภายหลังนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีศักยภาพในการปล่อยสินเชื่อได้สูงขึ้นอีกมาก
2.MTLS มีเครือข่ายสาขาจำนวนมาก และกระจายในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ทำให้สามารถเดินหน้าทำนาโนไฟแนนซ์ได้ทันที
3.มีฐานลูกค้าจำนวนมากถึง 6 แสนราย และส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มรากหญ้า ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายตรงของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์
4.MTLS มีการควบคุมคุณภาพหนี้ที่ดีที่สุดในกลุ่ม เห็นได้จาก NPL ที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 1.5% เทียบกับกลุ่มที่อยู่ในระดับ 4% ขึ้นไป การควบคุมคุณภาพหนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนาโนไฟแนนซ์เพราะจะทำให้รายได้มีเสถียรภาพ และที่สำคัญ MTLS มีประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าที่อยู่ในมือทุกราย กลยุทธ์การทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ของบริษัทคือจะปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่เคยมีประวัติการผ่อนชำระที่ดีกับบริษัทเท่านั้น จะไม่ปล่อยให้กับบุคคลทั่วไปที่ไม่เคยเป็นลูกค้าของบริษัท โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ลูกค้าประมาณ 90% เป็นลูกค้าดี ผ่อนชำระตรงตามกำหนด ซึ่งถือเป็นการจำกัดความเสี่ยงไปได้มาก
ปรับประมาณการกำไรขึ้น
ด้วยแผนการขยายสาขาให้เป็น 1,000 สาขาภายในปี 2560 จากสิ้นปีก่อนที่มี 506 แห่ง (เปิดสาขาเพิ่มเฉลี่ยปีละ 150-160 สาขา) และจะเพิ่มยอดการให้สินเชื่อเป็น 2.5 หมื่นล้านบาทภายในปี 2560 จากสิ้นปีที่ผ่านมาที่คาดว่าจะมียอด 1.2 หมื่นล้านบาท ทำให้เราคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2558 จะขยายตัว 47% และเติบโตเฉลี่ย 28-30% ในปี 2559-2560 แต่จากการเข้าพบผู้บริหารเมื่อไม่นานมานี้ ปรากฏว่าการขยายสาขาใหม่อีก 170 แห่งจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งทำให้การรับรู้รายได้เร็วกว่าที่เราคาดการณ์เดิม นอกจากนี้เราได้คาดว่า MTLS จะสามารถเริ่มทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ได้ทันทีภายหลังที่ ธปท.อนุมัติแล้วจากความพร้อมของจำนวนสาขาและบุคลากรที่มีอยู่ เราตั้งสมมติฐานการใช้ฐานลูกค้าเดิมในการขยายธุรกิจ 1 แสนราย รายละ 5,000 บาท และเพิ่มขึ้นเป็น 2 แสนราย และ 4 แสนรายในปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ 25%
นอกจากนี้ เราได้เราปรับลดต้นทุนทางการเงินเป็น 4.5% จากคาดการณ์เดิมที่ 5% ภายหลังจากการเป็นบริษัทมหาชนทำให้อันดับเครดิตดีขึ้น ส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2558 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 11% เป็นเติบโตสูงถึง 64% และคาดว่าจะยังรักษาอัตราการเติบโตของกำไรได้สูงถึง 36-40% ในปี 2559-2560 ได้
ปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 22 บาท
ผลของการขยายตัวของกำไรที่มีแนวโน้มดีกว่าที่เคยคาด ทำให้เราปรับมูลค่าพื้นฐานเพิ่มขึ้นเป็น 22 บาท อิง PE to Growth 1.2 เท่า โดย Premium เกิดจากศักยภาพในการเติบโตในระยะถัดไป ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นในธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เนื่องจาก MTLS มีธุรกิจเชื่อมโยงกับธุรกิจหลักอยู่หลายอย่าง อาทิ การปรับเพิ่มค่าปรับและค่าทวงถามให้ใกล้เคียงกับคู่แข่ง







