
แอนดี้ พาล์มเมอร์ ยกเครื่องแอสตันมาร์ติน
หลังจากเข้ารับตำแหน่งในค่ายรถสปอร์ตหรูระดับตำนานจากอังกฤษอย่าง “แอสตัน มาร์ติน” เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2557 ของ “แอนดี้ พาล์มเมอร์” ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสตัน มาร์ติน ลากอนดา ซึ่งย้ายมาจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของนิสสัน มอเตอร์ ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นอดีตไปแล้ว
หลังจากเข้ารับตำแหน่งในค่ายรถสปอร์ตหรูระดับตำนานจากอังกฤษอย่าง “แอสตัน มาร์ติน” เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2557 ของ “แอนดี้ พาล์มเมอร์” ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสตัน มาร์ติน ลากอนดา ซึ่งย้ายมาจากตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของนิสสัน มอเตอร์ ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นอดีตไปแล้ว
จากนั้นได้มีกำหนดการเดินทางมายังประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ โดย “โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสร่วมสัมภาษณ์พิเศษในโอกาสการเดินทาง ในครั้งนี้ ถึงวิสัยทัศน์ แผนการดำเนินงาน รวมถึงทิศทางแนวโน้ม “แอสตัน มาร์ติน” ในยุคของ “แอนดี้ พาล์มเมอร์”
“ถือได้ว่าเป็นความท้าทายที่เข้ารับตำแหน่งในแบรนด์รถยนต์หรู ที่มีชื่อเสียงในการสื่อถึงความเป็นแบรนด์อังกฤษอย่างมีเอกลักษณ์ มีประวัติอันยาว นานกว่า 102 ปี โดยมียอดผลิตสะสมกว่า 7 หมื่นคัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกจำนวนกว่า 3.5 หมื่นคัน และอยู่ในตลาดเอเชียแปซิฟิกจำนวนประมาณ 2,000 คัน”
ทั้งนี้ เห็นได้ว่าจากจำนวนดังกล่าว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (นิชมาร์เก็ต) มาก แต่จากนี้เป็นต้นไป “แอสตัน มาร์ติน” จะไม่เป็นแบรนด์ที่นิชมาร์เก็ตอีกต่อไป ด้วยเป้าหมาย
ที่จะยกระดับแบรนด์ให้เป็นรถยนต์ระดับหรูที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับไปทั่วโลก
แต่กระนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเพิ่มยอดขายหรือการผลิตในปริมาณมากๆ นั่นไม่ใช่นโยบายการทำธุรกิจของบริษัท ซึ่งเราไม่อยากขายไปทั่วโลกจำนวนหลักหมื่นคันต่อปี เพราะจะทำให้ดูธรรมดากลายเป็นแบรนด์ตลาดทั่วไป และความอยากได้ของผู้ที่หลงใหลจะลดลง โดยแนวทางของเราคือผลิตรถยนต์ให้น้อยกว่าความต้องการเสมอ และสร้างความพิเศษด้วยการผลิตรุ่นเฉพาะเพื่อจำหน่าย
ในบางประเทศเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ด้านผลิตภัณฑ์ใหม่จากนี้จะให้ความสำคัญด้านพลังงานทางเลือกชนิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็น พลังงานไฟฟ้า ไฮบริด และอื่นๆ ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ต่ำ และได้เรื่องประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยได้มีความร่วมมือกับเดมเลอร์ เอจี (บริษัทผู้ผลิตเมอร์เซเดส-เบนซ์ และเอเอ็มจี) ซึ่งจะเห็นความก้าวหน้าของการพัฒนาร่วมกันครั้งนี้ได้ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2015 ที่จะจัดขึ้นช่วงเดือน มี.ค.นี้
นอกจากนั้น การเดินทางมาไทยครั้งนี้ ถือได้ว่าเป็นการเดินทางมาเยือนตลาดในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นประเทศที่ 3 หลังจากการเดินทางไปประเทศจีน สิงคโปร์ ก่อนหน้านี้ ซึ่งประเทศไทยถือได้ว่าเป็นตลาดที่สำคัญและประสบความสำเร็จอย่างมากของ “แอสตัน มาร์ติน” เพราะเพียงระยะเวลา 1 ปีในการทำตลาดประเทศไทย โดย บริษัท เฮอร์ริเทจ มอเตอร์ เซลส์ แอนด์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์แอสตัน มาร์ติน แต่เพียงผู้เดียว ในประเทศไทย ในเครือบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือเอ็มจีซี-เอเชีย ก็สามารถมียอดขายแซงหน้าบางประเทศในภูมิภาคนี้ได้ ซึ่งถือได้ว่าพึงพอใจอย่างมาก
เบื้องต้นได้มีการพูดคุยในการใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขยายตลาดไปยังประเทศอื่นๆ รอบประเทศไทย เนื่องด้วยตลาดประเทศไทย ของรถยนต์ระดับราคาคันละ 10 ล้านบาทขึ้นไป มีปริมาณการขายกว่า 300 คัน/ปี ถือว่ามีศักยภาพสูงเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ อาทิ พม่า กัมพูชา เวียดนาม ซึ่งบริษัทเชื่อว่ารูปแบบความสำเร็จในการทำธุรกิจของ “แอสตัน มาร์ติน” ในประเทศไทย จะเป็นพิมพ์เขียวในการนำพาประเทศอื่นๆ ประสบความสำเร็จไปได้ดีด้วยเช่นกัน
“แอนดี้ พาล์มเมอร์” ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า ประเทศไทยถือได้ว่าเป็นบ้านหลังที่สองของ “แอสตัน มาร์ติน” และด้วยพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีอย่าง เอ็มจีซี-เอเชีย จะทำให้ประสบความสำเร็จร่วมกันได้อย่างแน่นอน







