
ทบทวนพรบ.ร่วมทุน
เข้าปีใหม่มาเกือบ 1 เดือนแล้ว ในปีนี้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงต้องการทำการบ้านเพิ่มจากปีที่แล้ว เพราะถึงปลายปีคำมั่นสัญญาจะครบกำหนดว่าทำตามคำมั่นได้หรือไม่
เข้าปีใหม่มาเกือบ 1 เดือนแล้ว ในปีนี้รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คงต้องการทำการบ้านเพิ่มจากปีที่แล้ว เพราะถึงปลายปีคำมั่นสัญญาจะครบกำหนดว่าทำตามคำมั่นได้หรือไม่
ปีที่ผ่านมารัฐบาล คสช.สอบผ่านอย่างดียิ่ง ก็เรื่องความสงบกลับมา แต่หลายท่านก็ยังประเมินสถานการณ์ว่าคลื่นใต้น้ำก็ยังมี การเมืองปลายปีนี้ถ้าเกิดความรุนแรงความสงบก็จะกลับมาแย่ลงอีก
ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจพอจะผ่าน เพราะการเร่งรัด Mega Project กับการเร่งรัดการเบิกจ่ายโครงการงานภาคราชการที่เช้าชามเย็นชาม อ้างระเบียบวิธีทำงานเดิมๆ เคยทำอะไรอย่างไรก็ยังเหมือนเก่า กระทรวงที่ควรจะต้องทบทวนตัวเองคือ มหาดไทย ที่ยังเป็นเจ้าคนนายคนมากกว่าจะให้บริการประชาชนและไม่คิดจะพัฒนาไปข้างหน้า เช่น การกระจายอำนาจนโยบายต่อเนื่องทุกรัฐบาล กลับทำตรงข้ามคือยังรวมอำนาจไว้ในมือและยิ่งรัฐบาลชุดนี้รวมศูนย์อำนาจ โดยขบวนการที่อำนาจมาจากรัฐบาลทหารทำให้ยากนักที่จะให้ท้องถิ่นต่างๆ ได้ดูแลตนเองพัฒนาการเองและช่วยพัฒนาประเทศมากขึ้น (ดูจีนแม้จะเป็น Dictator แต่การกระจายอำนาจดีกว่าประเทศไทย)
ตัวอย่างกฎหมายฉบับหนึ่งที่ออกมาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาที่คิดไม่รอบคอบกำลังจะกลายเป็นขวากหนามกั้นการพัฒนาและการกระจายอำนาจก็คือ “กฎหมาย หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน” นักกฎหมายของรัฐบาลที่ผ่านมาก็พยายามรวบอำนาจโครงการเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องเข้าขบวนการส่วนกลางทุกอย่างต้องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และให้อำนาจนายกฯ ทุกอย่างจะถูกชะลอลงไป ข้าราชการถือโอกาสนี้เพื่อจะมีอำนาจ ทุกอย่างจึงต้องผ่านหลายกระทรวงหลายขั้นตอน
โครงการที่เกิดประโยชน์ของชาติที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ก็จะทำได้ช้าลง ประกอบกับ กฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมมีทั้งส่วนดีและเสีย แต่ก็ให้อำนาจหน่วยงานใช้วินิจฉัยตัวเองมากกว่าจะให้สร้างกรอบกฎเกณฑ์มาตรฐานและให้ท้องถิ่นปฏิบัติ
พ.ร.บ.ร่วมทุนควรรีบทบทวนใหม่ เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่ได้คิดอย่างรอบคอบ อย่างเช่น การพัฒนาโครงการหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ภาครัฐจะพัฒนาโครงการร่วมกับเอกชนกับต้องเข้ากระบวนการ 5 กระทรวง 17 ขั้นตอน 7-8 ปีกว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ทั้งๆ ที่โครงการพัฒนานั้นมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้วมากมาย เช่น กฎหมายผังเมือง กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายคุมอาคาร กฎหมายจัดสรรที่ดิน กฎหมายที่ดิน กฎหมายอาคารสูง กฎหมายที่เป็นข้อบัญญัติเฉพาะถิ่นก็มี มิหนำซ้ำยังมีการตรวจสอบโดย สตง./ป.ป.ช.อีก และยิ่งเป็นบริษัทมหาชนมีทั้งตรวจสอบภายใน ตรวจสอบภายนอก หรือถ้าโครงการท้องถิ่นที่จะลงทุนพัฒนาทำเอง เช่น ประปา ไฟฟ้า โรงกำจัดขยะเกิน 1,000 ล้านบาท ก็ต้องผ่านกระบวนการที่ยืดเยื้อในปัจจุบัน
ไหนๆ ก็เป็นรัฐบาลฉบับเร่งรัด ก็ควรลงมาใช้อำนาจ (ที่เป็นประโยชน์ส่วนรวม) ลงมาดู พ.ร.บ.นี้อย่างน้อยก็ให้เป็นบทเฉพาะกาลที่ยืดออกไป และใช้กฎหมายที่มีและองค์กรที่มี กระจายอำนาจออกไปให้ทำอย่างเปิดเผยโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความยุติธรรม มิใช่ปัจจุบันที่ทุกโครงการที่จะต้องเข้ารัฐบาลกลางก็จะเอาเปรียบผู้ลงทุนเสมอไป เชื่ออัยการที่ร่างสัญญาดูว่า สัญญาข้างเดียวคืออะไร
พ.ร.บ.ร่วมทุน ต้องการจะปรับปรุงเร่งด่วนก็คือ 1.ยึดการใช้เต็มรูปออกไปอีก 5 ปี (เพราะกฎหมายลูกก็ยังไม่ออก) 2.ปรับจาก 1,000 ล้านบาท เป็น 5,000 ล้านบาท โดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ องค์กรบริหารท้องถิ่น กฎหมายที่มีอยู่ ดูแลการลงทุนและการกระจายอำนาจการร่วมทุนสู่จังหวัดก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุน เร่งรัดการพัฒนาได้สมความตั้งใจของรัฐบาล คสช.ด้วย







