
เซ็นทาราดึงมืออาชีพ ลุยปั้นแบรนด์ดีเอ็นเอ
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์
แบรนด์โรงแรมไทยหลายแบรนด์มีศักยภาพมาก ไม่ได้เติบโตแค่ในประเทศอย่างเดียว ยังไปโตในต่างประเทศด้วย แต่ต้องยอมรับว่าการที่แบรนด์ไทยจะสู้กับแบรนด์ระดับนานาชาติได้ในระยะยาว ต้องสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทาราจึงดึง มาร์คแลนด์ เบลคล็อก มือบริหารที่เคยมีประสบการณ์สูงจากแบรนด์ระดับนานาชาติ เช่น เมอริเดียน แชงกรี-ลา แรฟเฟิลส์ แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ และโซฟิเทล มาช่วยงานตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ
มาร์คแลนด์ เบลคล็อก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา เปิดเผยว่า ได้เข้ามาทำงานกับเซ็นทาราอย่างเป็นทางการ 3 เดือนแล้ว โดยส่วนตัวมองว่า เครือเซ็นทารามีกลุ่มทุนที่มีความเข้มแข็งพร้อมกับการขยายตัว เมื่อเข้ามารับตำแหน่งในเซ็นทารา สิ่งที่มองไว้ว่าต้องทำ คือ ปรับปรุงการปฏิบัติงานในองค์กรรองรับการขยายเครือข่ายในอนาคต เช่น อาจต้องเพิ่มตำแหน่งผู้จัดการประจำพื้นที่ต่างๆ ขึ้นมา เพื่อดูแลโรงแรมทุกแห่งที่มีในพื้นที่นั้น โดยผู้ที่จะได้รับตำแหน่งผู้จัดการประจำพื้นที่ ก็คือ ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมที่มีความสำคัญที่สุดในพื้นที่ ซึ่งถือเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้บุคลากรในองค์กรได้ประสบการณ์ทำงานครอบคลุมขึ้น และได้มองเห็นโอกาสก้าวหน้าขึ้นในสายงาน
สำหรับการดูแลแบรนด์เซ็นทารา ปัจจุบันมีเปิดบริการ 3 แบรนด์หลัก คือ เซ็นทารา แกรนด์ ระดับ 5 ดาว เซ็นทารา ระดับ 4 ดาว และเซ็นทารา ระดับ 3 ดาว อนาคตจะมีเปิดอีก 1 แบรนด์ คือ โคซี่ เป็นแบรนด์โรงแรมราคาประหยัดที่จะได้เห็นใน 2 ปีข้างหน้า ถือว่าเซ็นทารามีแบรนด์ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มลูกค้าระดับกลางไปจนถึงระดับบน แต่ก็ยังมองว่ามีโอกาสขยายแบรนด์ใหม่ที่เป็นระดับสูงกว่า เซ็นทารา แกรนด์ ได้อีกในอนาคต เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าระดับหรูหรา
เบลคล็อก กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำหลังจากนี้ คือ การระบุดีเอ็นเอของแบรนด์ในเครือเซ็นทาราให้ชัดว่า แต่ละแบรนด์แตกต่างกันอย่างไร เมื่อเทียบกับแบรนด์ในเครือด้วยกันเองและเทียบแบรนด์คู่แข่ง แม้การออกแบบตกแต่ง รูปลักษณ์ภายนอกของโรงแรมจะแสดงให้เห็นความแตกต่างของแต่ละแบรนด์ แต่มองว่าแบรนด์ในเครือเซ็นทาราต้องเพิ่มความแตกต่างที่สะท้อนจากอารมณ์ ความรู้สึก ที่ได้รับเมื่อไปใช้บริการเข้าไปอีก เพื่อแสดงดีเอ็นเอที่ชัดเจน
เรื่องอารมณ์ ความรู้สึกที่สัมผัสได้เมื่อเข้าไปใช้บริการ เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ถูกอธิบายออกมา จึงต้องพยายามอธิบายออกมาให้ได้ชัดเจน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี สื่อสารออกไปให้คนรู้ถึงดีเอ็นเอของเครือเซ็นทาราทั้งหมดผ่านเว็บไซต์โรงแรมและช่องทางการสื่อสารอื่น หากดีเอ็นเอชัดเจนจะทำให้ผู้เข้ามาพักสัมผัสได้ว่าจะได้รับประสบการณ์อะไรแตกต่างเมื่อมาพักกับเซ็นทารา
ทั้งนี้ มองว่าการบริหารงานเครือเซ็นทาราในปัจจุบันจัดอยู่ในขั้นเดียวกับแบรนด์โรงแรมระดับนานาชาติอยู่แล้ว ดังนั้นจะเทียบชั้นแบรนด์เซ็นทารา เป็นแบรนด์ระดับนานาชาติก็คงไม่ผิด เพราะเซ็นทาราเองก็ได้ขยายโรงแรมต่อเนื่องในต่างประเทศจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง โดยเฉพาะในเอเชีย แต่ในจุดที่ยังขาดคือจีน ซึ่งอนาคตต้องพยายามเข้าไปให้ได้ เพราะเป็นกลุ่มเป้าหมาย
ท่องเที่ยวสำคัญ นอกจากนี้หากพื้นที่ใดน่าสนใจและเซ็นทาราเห็นว่ามีปัจจัยแวดล้อมเหมาะสมก็พร้อมลงทุน
ขณะที่เป้าหมายการดำเนินงานเซ็นทาราปีนี้ คือ สร้างรายได้จากโรงแรมในเครือทั้งหมดให้ได้ ประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท โต 13% จากปีก่อน แบ่งเป็นโรงแรมที่เซ็นทาราลงทุนเอง 9,000 ล้านบาท และโรงแรมที่รับบริหาร 4,000 ล้านบาท โรงแรมที่เป็นกุญแจสำคัญสร้างรายได้ให้เซ็นทารา คือ โรงแรมในกรุงเทพฯ ส่วนโรงแรมในมัลดีฟส์และกระบี่ จะเป็นพื้นที่ที่โตเข้มแข็ง ส่วนอัตราเข้าพักเฉลี่ยปีนี้ตั้งเป้า 80-81% ปีที่ผ่านมาคาดว่าอัตราเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีจบที่ 75% ลดลง 5% จากปี 2556 เพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองครึ่งปีแรก
ปัจจุบันเซ็นทารามีโรงแรมเปิดให้บริการ 44 แห่ง อยู่ในไทย เวียดนาม มอริเชียส มัลดีฟส์ ศรีลังกา และบาหลี (อินโดนีเซีย) ในจำนวนนี้เป็นเจ้าของเอง 15 แห่ง ที่เหลือรับบริหาร นอกจากนี้มีโรงแรมที่อยู่ระหว่างรอเปิดให้บริการปีนี้ไปจนถึง 2560 อีก 32 แห่ง รวมเซ็นทารามีโรงแรมแล้ว 76 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 49 แห่ง ต่างประเทศ 27 แห่ง
หลังจากนี้คงเห็นทีเด็ดจากแบรนด์เซ็นทารา เพื่อประกาศศักดาแบรนด์ไทยระดับนานาชาติแน่นอนฃ







