
สถิติ SET INDEX ที่ท่านอาจไม่รู้ (ตอนที่ 3)
ในตอนที่ 1 ผมพูดถึงประวัติที่มาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถิติสูงสุดของ SET INDEX ที่ทำไว้ที่ 1,789.16 จุด เมื่อเดือน ม.ค. 2537 ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนยุคนั้นร่วมๆ 20% เลยทีเดียวนี่ผมคิดแบบทบต้นนะครับ ถ้าคิดแบบเส้นตรงง่ายๆ SET INDEX ขึ้นมา 1,689.16% ภายในเวลา 18 ปี 9 เดือน เท่ากับขึ้นมาเฉลี่ยปีละ 90.08%
ในตอนที่ 1 ผมพูดถึงประวัติที่มาของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสถิติสูงสุดของ SET INDEX ที่ทำไว้ที่ 1,789.16 จุด เมื่อเดือน ม.ค. 2537 ซึ่งสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนยุคนั้นร่วมๆ 20% เลยทีเดียวนี่ผมคิดแบบทบต้นนะครับ ถ้าคิดแบบเส้นตรงง่ายๆ SET INDEX ขึ้นมา 1,689.16% ภายในเวลา 18 ปี 9 เดือน เท่ากับขึ้นมาเฉลี่ยปีละ 90.08%
นี่ยังไม่นับรวม DIVIDEND YIELD อีกประมาณ 3-4% โดยเฉลี่ย ส่วนตอนที่ 2 ผมได้พูดถึงช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งที่ทำให้ SET INDEX จาก 1,789.16 จุด ลงไปที่ 204.59 จุด ในเดือน ก.ย. 2541 โดยลงไปถึง 1,584.57 จุด หรือ 88.60% ภายในเวลาเพียง 4 ปี 8 เดือน เสมือนกับผมพาท่านไปทัวร์สรรค์ในตอนที่ 1 และไปดูนรกในตอนที่ 2 สัปดาห์นี้เรามาดูสถิติ SET INDEX กันต่อครับ
สัปดาห์นี้ขอเริ่มจากสถิติของ SET INDEX ปี 2557 โดยเปิดฉากขึ้นจากจุดปิดที่ 1,298.71 จุด เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2556 ซึ่งเป็นวันทำการวันสุดท้ายของตลาดหลักทรัพย์ แล้ว SET INDEX ก็ไต่ระดับขึ้นไปตามแนวโน้มขาขึ้น โดยไปทำจุดสูงสุดของรอบที่ 1,602.21 จุด เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2557 ขึ้นมาถึง 303.50 จุด คิดเป็น 23.37% ภายในเวลาประมาณ 9 เดือนเท่านั้น (แต่หากคิดจากจุดสูงสุดของปีที่ 1,603.89 จุด เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2557 ขึ้นมาถึง 305.18 จุด คิดเป็น 23.50% ภายในเวลาเกือบ 1 ปี) สร้างผลตอบแทนให้นักลงทุนได้ดีมาก ทั้งๆ ที่ช่วงครึ่งปีแรกเรามีการประท้วงรายวันบนท้องถนน ดัชนีความมั่นใจทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคตกต่ำ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวเมืองไทยลดลงอย่างมาก การส่งออกก็ติดลบ สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนและผู้สนใจอื่นๆ ทั่วไป ค่าเงินบาทก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
โดยค่าเงินบาทเมื่อสิ้นปี 2556 อยู่ที่ 32.57 บาท/ดอลลาร์ แล้วแข็งค่ามากสุดที่ 31.64 บาท/ดอลลาร์ ในเดือน ก.ค. 2557 และอ่อนค่ามากที่สุดที่ 32.96 บาท/ดอลลาร์ ในเดือน ม.ค. 2557 ไปปิดวันทำการสุดท้ายที่ 32.81 บาท/ดอลลาร์ (หมายเหตุ ผมใช้อัตราซื้อถัวเฉลี่ยของเงินโอนมาอ้างอิง) แต่หลังจากที่ SET INDEX ขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,602.21 จุด ก็มีการปรับตัวลงทำ LOW ที่ 1,519.76 จุด เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2557 หลังจากนั้น SET INDEX ก็ค่อยๆ ปรับตัวขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปี 2557 ที่ 1,603.89 จุด เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2557 แต่ SET INDEX วันนั้นปิดเกือบ LOW ของวัน โดยปิดที่ 1,575.55 จุด ขึ้นมาจากจุดต่ำสุดของวันที่ 1,573.49 จุด
หลังจากวันนั้น SET INDEX ก็ไหลลงมาตลอดจนถึงวันที่ 15 ธ.ค. 2557 ซึ่งนับว่าเป็นวันมหาวิปโยคของนักลงทุนทั้งหลายที่มีหุ้นไทยอยู่ในพอร์ต เพราะว่า SET INDEX ได้ลงจาก 1,514.95 จุด ซึ่งเป็นดัชนี ณ
สิ้นวันที่ 12 ธ.ค. 2557 ไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,375.99 จุด โดยลงไป 138.96 จุด คิดเป็น 9.17% ก่อนขึ้นมาปิดที่ 1,478.49 จุด รีบาวด์ขึ้นมาจากจุดต่ำสุดของวันถึง 102.50 จุด คิดเป็นการดีดตัวขึ้นถึง 7.45% จากการที่ราคาน้ำมันลดลงอย่างมาก กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีซึ่งถ่วงน้ำหนักใน SET INDEX พอสมควร เมื่อราคาหุ้นกลุ่มเหล่านี้ตกลงทำให้ดัชนีตกลงตาม พลอยทำให้สภาวะตลาด (SENTIMENT) เสียไป นักลงทุนจึงเทขายหุ้นทั้งกระดาน กอปรกับหุ้นได้ตกลงมาก่อนหน้านี้หลายวันแล้ว ทำให้นักลงทุนที่ใช้ MARGIN โดน FORCE SELL บวกกับการเทขายของกลุ่มนักลงทุนที่ใช้ TRADING PROGRAM เมื่อหุ้นตกลงมาถึงจุดหนึ่งโปรแกรมก็สั่งขาย แรงขายของฝรั่งที่วันนั้น NET SELL เกือบ 5,000 ล้านบาท และข่าวลืออัปมงคลผสมโรงอีก
ลองคิดดูสิครับ ถ้าท่านไปตัดขาดทุน (CUT LOSS) ในช่วงที่เป็นจุดต่ำสุดแล้วมาดูราคาปิด คงช้ำใจน่าดู เพราะว่ามีหุ้นหลายตัวที่ลงไปมากกว่า 20% แล้วขึ้นมาปิดที่ราคาลดลงเหลือเพียง 3-4% หลายตัวเลยทีเดียว ที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือกลุ่มนักลงทุนที่ใช้ MARGIN ที่โดน FORCE SELL แล้วบังเอิญโบรกเกอร์จับขายช่วงที่หุ้นเหล่านั้นไปทำจุดต่ำสุดหรือใกล้จุดต่ำสุดของวัน ซึ่งหลังจากนั้นอีกไม่กี่วันถัดมา SET INDEX ก็ขึ้นไปทำ HIGH ที่ 1,539.23 จุด เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2557 ขึ้นมาจาก LOW วันที่ 15 ธ.ค. 2557 ถึง 163.24 จุด คิดเป็น 11.86% และ SET INDEX ก็ไปปิดที่ 1,497.67 จุด ขึ้นมาจากจุดปิด ณ วันสิ้นปีที่แล้ว (ปี 2556) ถึง 198.96 จุด คิดเป็น 15.32% เมื่อรวมกับ DIVIDEND YIELD ที่ประมาณ 3-4% ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อปีที่แล้วประมาณ 19% นับว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ทั้งๆ ที่สภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ไม่ดีเอาเสียเลย ฉบับหน้าเรามาดูสถิติย้อนหลังการขึ้นและลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่มากที่สุดตั้งแต่มีการก่อตั้งตลาดขึ้นมากันต่อครับ







