
หมัดต่อหมัด จำนำข้าว ‘เจ๋ง’ หรือ ‘เจ๊ง’
ข้อกล่าวหา วิชา มหาคุณ กรรมการ ปปช.
ข้อกล่าวหา วิชา มหาคุณ กรรมการ ปปช.
ผมขอกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าการดำเนินการในเรื่องการถอดถอนเป็นเรื่องของการแสดงธรรมาภิบาลหรือหลักของความโปร่งใส และการตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้ปรากฏต่อสาธารณชนและเป็นหลักแก่แผ่นดินว่า ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นบุคคลที่บริหารราชการแผ่นดินย่อมต้องมีจริยธรรมสูงสุดเหนือกว่าบุคคลอื่นทั้งหมดในกระบวนการในการปฏิบัติหน้าที่
ในการทำหน้าที่ของผู้บริหารราชการแผ่นดินนั้นหลักใหญ่คือ นอกจากจะบริหารราชการแผ่นดินด้วยความสุจริตแล้วจะต้องเป็นผู้ที่ไว้วางใจของประชาชน กระบวนการในการถอดถอนเป็นกระบวนการตรวจสอบว่า ท่านยังอยู่ในความไว้วางใจของประชาชนหรือไม่
ผมเข้าใจดีว่า นายกฯ ที่ได้แก้ข้อกล่าวหามาว่า คณะรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบด้วยนั้นแต่ในส่วนตัวของนายกฯ ได้ลงไปทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ด้วยนอกเหนือจากความเป็นนายกฯ
ดังนั้น การปฏิเสธจะไม่รับผิดชอบใดๆ และเห็นว่าเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีทั้งชุดนั้น ผมเห็นว่าอาจจะอ้างได้ แต่ในตัวท่านเองท่านก็ต้องมีความรับผิดและรับชอบด้วย
กล่าวคือ เมื่อท่านมีโอกาสในทันใดที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ เพื่อหยุดยั้งความเสียหายก็ควรหยุดยั้งความเสียหายนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามต่อไปในแผ่นดิน
คำชี้แจง ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ
โครงการรับจำนำข้าวไม่ใช่โครงการใหม่ แต่เกิดขึ้นมาแล้ว 33 ปี ตั้งแต่ปี 2524 สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ผลการศึกษาวิเคราะห์พบว่า การดำเนินการมีปัญหาทางปฏิบัติ ทำให้โครงการไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร โดยมีปัญหาหลักๆ ในอดีต คือ
1.การรับจำนำข้าวในราคาต่ำกว่าตลาดและรับจำนำในปริมาณที่น้อย จึงไม่มีแรงผลักดันให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น ทำให้ชาวนามีรายได้ไม่เพียงพอ
2.ตลาดข้าวเป็นกลไกที่เรียกว่า เสรีแต่ไม่เป็นธรรม เพราะชาวนาไม่มีอำนาจต่อรองที่แท้จริง วันนี้มีชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ 15 ล้านคน คิดเป็น 23% ของคนทั่วประเทศ เทียบกับพ่อค้าคนกลางที่มีอยู่ 1,500 ราย หรือคิดเป็นสัดส่วนชาวนา 4,000 รายต่อพ่อค้า 1 ราย
3.พ่อค้าคนกลางสามารถกดราคาได้ตลอด เพราะชาวนายากจนเป็นแรงกดดันให้ชาวนาต้องรีบขายข้าวจึงได้ราคาถูก ไม่เป็นธรรม
ในเรื่องตัวเลขบัญชีโครงการรับจำนำข้าวที่มีการกล่าวหาว่าขาดทุนเป็นจำนวนมาก จึงขอชี้แจงเฉพาะรอบการปิดบัญชีครั้งที่ 3 วันที่ 31 พ.ค. 2556 กล่าวคือ กขช.ได้โต้แย้งการปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว โดยสรุป 4 ประเด็น ดังนี้
1.การไม่ได้บันทึกจำนวนข้าวสารครบถ้วนคือ ไม่ได้บันทึกความมีอยู่ของข้าวสารที่อยู่ระหว่างการสีแปร ซึ่งผู้ดูแลสินค้า ได้แก่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้ยืนยันการมีอยู่จริงของข้าวสารและมีผู้รับผิดชอบข้าวสารตามสัญญาอยู่แล้ว จนถึงขณะนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ตรวจนับจำนวนพบว่า มีข้าวสารหายเพียง 2 แสนตัน ซึ่งไม่ใช่ตัวเลข 2.59 หรือ 2.98 ล้านตัน แต่อย่างใด
ดังนั้น ความเสียหายที่คำนวณโดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวจึงไม่ถูกต้อง
ฉบับหน้ามาดูคำชี้แจงของยิ่งลักษณ์ ในส่วนที่เหลือกันต่อ







