
หนังไทยดิ้นสู้วิกฤต ผนึกพันธมิตรลุยต่างแดน
จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยต่างออกมาคาดการณ์ว่าปีนี้ภาพรวมตลาดภาพยนตร์ไทยจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากปี 2557 ที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมไปถึงปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ส่งผลให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยต่างออกมาคาดการณ์ว่าปีนี้ภาพรวมตลาดภาพยนตร์ไทยจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง หลังจากปี 2557 ที่ผ่านมาอยู่ในภาวะชะลอตัว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมไปถึงปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบหลายด้านที่เกิดขึ้นส่งผลให้ผู้สร้างภาพยนตร์ไทยต้องออกมาปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ ด้วยการหันมาผลิตภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพมากขึ้น ควบคู่ไปกับการหาพันธมิตรต่างชาติ เพื่อขยายตลาดภาพยนตร์ไทยไปสู่ตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน ก็ต้องหันมาขยายธุรกิจสู้พีทีวี หรือการนำเอาเทคโนโลยีโทรทัศน์มาประยุกต์ใช้ผ่านการดาวน์โหลด เพื่อทดแทนธุรกิจโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่คาดว่าอีก 2 ปี ธุรกิจดังกล่าวจะหายไปจากตลาดในประเทศไทยด้วยปัญหาสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
สง่า ฉัตรชัยรุ่งเรือง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทย ในเครือบริษัทเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป กล่าวว่า ภาพรวมภาพยนตร์ไทยในปีนี้คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจและการเมืองมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งในส่วนของแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปีนี้มีแผนที่จะผลิตภาพยนตร์ไทยเข้าทำตลาดประมาณ 6 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ผลิตภาพยนตร์ไทยเข้าทำตลาดเพียง 1 เรื่องเท่านั้น
เบื้องต้นบริษัท ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ได้เตรียมงบลงทุนผลิตภาพยนตร์แต่ละเรื่องไว้ที่ประมาณ 60 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าวประมาณ 2-3 เรื่อง จะเป็นการผลิตในรูปแบบของการร่วมทุนกับพันธมิตรในต่างประเทศ หนึ่งในนั้นที่สามารถเปิดเผยชื่อได้แล้ว คือ บริษัท ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ผู้ดำเนินธุรกิจด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์ครบวงจรยักษ์ใหญ่ของประเทศเกาหลี
การจับมือร่วมกันดังกล่าวนอกจากจะผลิตภาพยนตร์เพื่อฉายในประเทศไทยแล้ว ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ยังมีแผนที่จะนำภาพยนตร์เข้าไปฉายในตลาดต่างประเทศที่ซีเจ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ มีเครือข่ายธุรกิจด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์อยู่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาพยนตร์ หรือธุรกิจโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศเกาหลี และต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอเมริกา
นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะจับมือกับพันธมิตรในประเทศจีนและญี่ปุ่น ซึ่งในส่วนของประเทศจีนคาดว่าอีกประมาณ 2 เดือนน่าจะได้ข้อสรุป ส่วนประเทศญี่ปุ่นคงอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาอีกระยะ
สง่า กล่าวอีกว่า แนวทางการผลิตภาพยนตร์นับจากนี้ บริษัทจะผลิตภาพยนตร์เพื่อตลาดต่างประเทศด้วย ดังนั้นแนวของภาพยนตร์ที่จะผลิตเข้ามาทำตลาดจะมีความเหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของแต่ละประเทศ
พร้อมกันนี้ ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม ยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปในกลุ่มประเทศอาเซียน ด้วยการเริ่มต้นเข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า และอินโดนีเซียก่อน เนื่องจากกลุ่มประเทศดังกล่าวมีความชื่นชอบในภาพยนตร์ของประเทศไทย
หลังจากหันมาขยายตลาดต่างประเทศมากขึ้น ทรานส์ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม คาดการณ์ว่าสิ้นปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท หรือภาพยนตร์แต่ละเรื่องมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ที่มาจากต่างประเทศอยู่ที่ประมาณ 20% อีก 80% เป็นรายได้ที่มาจากการทำตลาดในประเทศไทย
จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าวในอีก 3 ปีนับจากนี้ ทรานส์ ฟอร์เมชั่น ฟิล์ม คาดการณ์ว่าจะมีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาเป็น 30% ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากพันธมิตรที่เข้าไปร่วมทุนส่วนใหญ่ล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ของธุรกิจบันเทิงที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก
ดูจากแผนการดำเนินงานที่ผู้ผลิตภาพยนตร์ไทยออกมาเปิดเผย ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นไปกับผลิตภาพยนตร์ที่มีคุณภาพมากขึ้น ประกอบกับปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีภาพยนตร์ไทยเข้าฉายไม่ต่ำกว่า 50 เรื่อง แนวโน้มที่ดีดังกล่าวจะช่วยให้ภาพรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยมีมูลค่าแตะถึง 5,000 ล้านบาท และในมูลค่าดังกล่าวเป็นตลาดภาพยนตร์ไทย 30% จะไปถึงเป้าหมายอย่างที่คาดการณ์ หรือติดหล่มฝัน งานนี้คงต้องวัดกันที่คุณภาพที่ผู้ผลิตแต่ละรายออกมาการันตี







