
ไมโครซอฟท์หนุนครู ปรับใช้ไอทีสอนนักเรียน
ปัจจุบันมีโรงเรียนที่ใช้งานซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ในไทยแล้วกว่า 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งนับจากนี้ไปไมโครซอฟท์ยังคงสนับสนุนด้านการเรียนการสอนต่อไป โดยลงทุนด้านการศึกษาไปแล้วกว่า 156 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา
ปัจจุบันมีโรงเรียนที่ใช้งานซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ในไทยแล้วกว่า 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ซึ่งนับจากนี้ไปไมโครซอฟท์ยังคงสนับสนุนด้านการเรียนการสอนต่อไป โดยลงทุนด้านการศึกษาไปแล้วกว่า 156 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา
สมศักดิ์ มุกดาวรรณกร ผู้อำนวยการฝ่ายภาครัฐและการศึกษา บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทใช้งบกว่า 156 ล้านบาท ในการจัดอบรมตัวแทนครูในไทย 2.2 หมื่นราย/ปี ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 5 ปี และมีตัวแทนครูที่ผ่านการคัดเลือกได้เข้าประกวด 500 คนทั่วประเทศ เพื่อให้หันมาสนใจในการใช้งานไอทีมากขึ้น
ทั้งนี้ โดยหลักสูตรการคัดเลือกจะประกอบด้วยทักษะ 4 ด้าน คือ ความพร้อมของบุคลากรครู เนื้อหาการเรียนการสอนแบบดิจิทัล ซอฟต์แวร์ และบริการคลาวด์และดีไวซ์ที่นำมาใช้ในห้องเรียน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเชื่อมโยงการทำงานและการสื่อสารในปัจจุบันที่มีการใช้งานไอทีมากขึ้น
สุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการ ภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า การพัฒนาแพลตฟอร์มโปรแกรมในรูปแบบของเกมจะช่วยให้เด็กนักเรียนพยายามที่จะเรียนรู้ หาก นักพัฒนามีความคิดสร้างสรรค์ในการเรียนรู้ สิ่งใหม่ๆ การจัดกิจกรรมจะเป็นในรูปแบบของการแข่งขันออกมา 5 หมวด เพื่อทดสอบทักษะศักยภาพในการนำไปใช้งานต่อยอดได้
“การคัดเลือกครูที่ได้เข้าโครงการจะคัดเลือกจากการคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ เกณฑ์การวัดคะแนนจะถูกนำไปวัดในเรื่องของกระบวนการใช้งานไอที วิธีการสอนและผลตอบรับจากเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันที่ใช้ในการคัดเลือกในต่างประเทศ” สุพจน์ กล่าว
ด้าน เชาวน์ สุวรรณชล ผู้ชนะโครงการ MIE เป็นตัวแทนอาจารย์จากโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เข้าอบรมโครงการร่วมกับครูทั่วประเทศอีกกว่า 100 คน ทั่วประเทศ ปัญหาสำคัญของเด็กนักเรียน คือ เด็กไม่ได้หัดถ่ายทอดความรู้ที่ตัวเองมีอยู่ ต้องเรียนตามหลักสูตรที่ถูกกำหนดไว้ ทำให้ไม่รู้จักการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง วิชาเรียนต่างๆ สั่งงานให้ทำเยอะจนไม่เปิดโอกาสให้ได้ใช้เวลาในการศึกษาข้อมูลที่ดีพอ
“หลังจากทดลองใช้งานโปรแกรมและอุปกรณ์ไอทีในเรื่องของการศึกษา ทำให้เด็กรู้จักปรับใช้งานไอทีได้มากขึ้น รู้จักการสื่อสารและนำเสนอผลงานเพื่อทดสอบความสามารถของเด็กได้อย่างแท้จริง และพบว่าปัญหาการลอกข้อสอบเพราะไม่เข้าใจ ในกระบวนการสอนของเด็กลดลง เพราะการแชร์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียมีส่วนช่วยในเรื่องของการทดสอบความสามารถของเด็กได้อย่างแท้จริง และตรวจสอบได้ว่าเนื้อหาที่ถูกนำมาใช้งานนั้น มาจากแหล่งไหนและคิดวิเคราะห์สร้างสรรค์เองจริง หรือไม่” เชาวน์ กล่าว
สุพจน์ กล่าวว่า จากการสำรวจจำนวนอาจารย์ทั่วประเทศ พบว่าคณะอาจารย์ที่กำลังจะเกษียณเริ่มเปลี่ยนมาเป็นยุคของอาจารย์รุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านไอทีเยอะขึ้น และเปิดรับในเรื่องของเทคโนโลยี
ได้มากกว่าเดิม ทำให้อายุเฉลี่ยลดลงและมีความสามารถในการใช้งานเทคโนโลยีมากขึ้น อีกทั้งยังมีความต้องการที่จะนำไอทีไปใช้งานด้านการเรียนการสอนเยอะขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัญหาของอาจารย์ในปัจจุบันคือ ยังไม่ต้องการที่จะเข้าไปเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ และมองว่าเรื่องไอทีเป็นเรื่องที่เข้าถึงยาก ดังนั้น อาจารย์จึงควรปรับทัศนคติใหม่ และกล้าที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้งานด้านการสอนง่ายขึ้น เพราะระบบปฏิบัติการต่างๆ ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกมากขึ้นแล้ว







