posttoday
ฟื้นกิจการ ล้างทุจริต ลุยรีแบรนด์ ธพว.ที่พึ่งเอสเอ็มอี

ฟื้นกิจการ ล้างทุจริต ลุยรีแบรนด์ ธพว.ที่พึ่งเอสเอ็มอี

19 มกราคม 2558

การเข้ามารับหน้าที่กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ของ สุพจน์ อาวาส มีผลเป็นทางการตั้งแต่ 1 ม.ค. 2558

การเข้ามารับหน้าที่กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ของ สุพจน์ อาวาส มีผลเป็นทางการตั้งแต่ 1 ม.ค. 2558

ที่ผ่านมาเป็นที่ถูกจับตาจากทุกภาคส่วนว่าสุพจน์ จะมาช่วยพลิกฟื้นกิจการของเอสเอ็มอีแบงก์ได้จริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาหลายปีภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารหลายคน ยังไม่มีใครแก้ปัญหาแบงก์รัฐแห่งนี้ได้อย่างสะเด็ดน้ำ และขับเคลื่อนธนาคารให้เป็นแหล่งเงินทุนที่สำคัญของเอสเอ็มอีได้แม้แต่รายเดียว

สุพจน์ กล่าวถึงเป้าหมายการทำงานที่เอสเอ็มอีแบงก์ใน 3 เรื่องหลัก คือ การทำบ้านหลังนี้ให้ดี เพราะถ้าเปรียบเอสเอ็มอีแบงก์เป็นบ้าน จะเห็นว่าเสาและโครงสร้างทั้งหมดยังดี แต่สิ่งที่ต้องทำจากนี้คือ การเรียกคนในบ้านมาช่วยกันดูว่าจะต้องซ่อมแซม ปะผุตรงไหน เพื่อให้บ้านนี้กลับมาดูดี ซึ่งคงต้องเริ่มจากการสร้างขวัญกำลังใจของพนักงาน

เพราะที่ผ่านมามีพนักงานร้องเรียนเรื่องการถูกโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม การถูกประเมินต่ำ มีผลต่อเงินเดือน หลายคนทำงานแบบให้หมดไปวันๆ จากนี้การปรับโครงสร้างพนักงาน การย้ายหรือขึ้นตำแหน่งจะถูกพิจารณาโดยคณะกรรมการคนกลางที่ตั้งขึ้นเพื่อสร้างความเป็นธรรม ให้คนรู้สึกว่าการทำงานอยู่ที่นี่จะต้องมีอนาคต หรือหากมีผู้บริหารสั่งงานด้วยวาจา ขอให้พนักงานลงบันทึกให้ชัดเจนว่าเป็นการสั่งงานด้วยวาจา ซึ่งจะเกิดผลดีและเสียต่องานนั้นอย่างไรบ้าง

เรื่องที่ 2 คือการพลิกฟื้นผลประกอบการ โดยยึดหลักตามข้อเสนอของซูเปอร์บอร์ด ที่เน้นเรื่องการปล่อยกู้ให้รายย่อยไม่เกิน 15 ล้านบาท และเริ่มการปรับพนักงานแบ็กออฟฟิศให้มาสนับสนุนงานด้าน
สินเชื่อมากขึ้น จากปัจจุบันมีสัดส่วน 63% ต่อ 37% แล้วมีการตั้งเป้าหมายให้พนักงานทุกคนช่วยกันหาสินเชื่อ โดยธนาคารยังคงเป้าหมายขยายสินเชื่อที่ 4 หมื่นล้านบาท แม้ทางกระทรวงการคลังจะยอมให้ลดเป้าหมายตัวชี้วัดเหลือ 3.2 หมื่นล้านบาทแล้วก็ตาม เนื่องจากเห็นว่าเป็นการมุ่งปล่อยสินเชื่อให้รายย่อยไม่เกิน 15 ล้านบาท

สุพจน์ มั่นใจว่าผลจากการทำงานในระดับฐานรากเพราะเดิมเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ สมัยรัฐบาลทักษิณ และตำแหน่งสุดท้ายก่อนย้ายมาที่เอสเอ็มอีแบงก์ คือ ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานสินเชื่อชุมชน กลุ่มสินเชื่อรายย่อย จะทำให้เขาสามารถดึงเครือข่ายภาคีของกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล กองทุนสตรี และเครือข่ายขององค์กรทางการเงินฐานรากในการคัดเลือกลูกค้าโอท็อปที่มีคุณภาพในการเข้ามาขอสินเชื่อจากธนาคารได้

ทั้งนี้ เงื่อนไขตามที่ซูเปอร์บอร์ดตั้งไว้ คือ ในสินเชื่อปล่อยใหม่จะต้องเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ไม่เกิน 5% และจากการปรับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อใหม่ที่ได้ สาลินี วังตาล ประธานธนาคารมาเป็นคนวางระบบ พบว่ายอดสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ทำได้ในปี 2557 ที่ผ่านมากว่า 9,300 ล้านบาท เป็นหนี้เสียไม่ถึง 3% และจากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่า การปล่อยสินเชื่อรายย่อยจะไม่ค่อยเป็นหนี้เสีย เพราะคนกลุ่มนี้มีสามัญสำนึกดีกว่ารายใหญ่ และจากการเข้าไปดูพอร์ตหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ ที่ล่าสุดนี้มียอดหนี้เสียกว่า 3.1 หมื่นล้านบาท พบว่าส่วนใหญ่หนี้เสียจะเกิดจากลูกค้ารายใหญ่ที่จงใจผิดนัดชำระหนี้ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะเดินหน้าขายหนี้ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท และเร่งการปรับโครงสร้างหนี้ลูกหนี้รายย่อยอย่างเข้มข้น

เบื้องต้นตั้งเป้าหมายลุยเรื่องสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตทั้งหมด 19 คดี ซึ่งมีพนักงาน ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง 33 ราย โดยได้ขอความร่วมมือจากคนนอก เช่น ดีเอสไอ ปปง. สำนักงานอัยการ ส่งคนมาช่วยตรวจสอบเรื่องทั้งหมดให้ได้ข้อยุติภายใน 6 เดือน และคาดว่าภายในไตรมาสแรกจะได้ข้อยุติกว่า 70% ที่เหลือจะเป็นคดีที่ยาก มีความสลับซับซ้อน เช่น เรื่องของการออกบัตรเงินฝากอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (เอฟอาร์ซีดี) จำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.14 หมื่นล้านบาทที่ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตีความ แต่ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยทีมกฎหมายและผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงานแบบสุดซอย

สำหรับเรื่องสุดท้าย คือ การรีแบรนด์เอสเอ็มอีแบงก์ใหม่ เพราะหลังจากที่พนักงานมีขวัญกำลังใจ ผลการดำเนินงานเป็นบวก ปล่อยสินเชื่อได้ตามพันธกิจ และแก้หนี้เสียได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ ก็ถึงเวลาที่ต้องยกเครื่อง หรือรีแบรนด์เอสเอ็มอีแบงก์ สร้างความเชื่อมั่นให้เกิดแก่ลูกค้าประชาชน ล้างภาพสีดำให้หมด และพยายามให้เหลือสีเทาให้น้อยที่สุด เพื่อให้เอสเอ็มอีแบงก์เป็นธนาคารเฉพาะกิจของรัฐที่เป็นแหล่งเงินทุนให้ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน

“นิกร” ผนึก UNEP–กฟผ. ดันบ้านเขียวนครสวรรค์ ลดภาระค่าไฟประชาชน