
SME มอนิเตอร์
เจนีวา (บลูมเบิร์ก) — ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (เอสเอ็นบี) ยกเลิกตรึงค่าเงินฟรังก์กับสกุลเงินยูโรที่ตรึงไว้ที่ 1.20 ฟรังก์/ยูโร ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลให้ค่าเงินฟรังก์แข็งค่าขึ้นทันที เมื่อเทียบกับยูโร โดยแข็งค่าขึ้น 41% ไปอยู่ที่ 0.8517 ฟรังก์/ยูโร แข็งค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นก่อนที่ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เสี่ยงจะสร้างแรงกดดันต่อเงินฟรังก์เมื่อเทียบกับยูโร
เจนีวา (บลูมเบิร์ก) — ธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์ (เอสเอ็นบี) ยกเลิกตรึงค่าเงินฟรังก์กับสกุลเงินยูโรที่ตรึงไว้ที่ 1.20 ฟรังก์/ยูโร ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้ส่งผลให้ค่าเงินฟรังก์แข็งค่าขึ้นทันที เมื่อเทียบกับยูโร โดยแข็งค่าขึ้น 41% ไปอยู่ที่ 0.8517 ฟรังก์/ยูโร แข็งค่าที่สุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นก่อนที่ตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ที่เสี่ยงจะสร้างแรงกดดันต่อเงินฟรังก์เมื่อเทียบกับยูโร
วอชิงตัน (บลูมเบิร์ก) — กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค. ปรับตัวลดลงต่ำที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี โดยปรับตัวลดลง 0.9% เทียบกับเดือน พ.ย. ที่ขยายตัว 0.4% ในขณะที่ืยอดค้าปลีกพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมภาคยานยนต์ น้ำมันเบนซิน วัสดุก่อสร้าง และบริการด้านอาหาร ลดลง 0.4% ตัวเลขดังกล่าวจุดชนวนข้อสงสัยว่าการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐฟื้นตัวขึ้นแล้วจริงหรือไม่ พร้อมกันนั้น นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจใช้ปัจจัยดังกล่าวเป็นเหตุผลในการชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ฮ่องกง (ไฟแนนเชียลไทมส์) — ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานกึ่งวิเคราะห์ว่า ธนาคารกลางในเอเชียประสบกับความท้าทายในการเลือกใช้นโยบาย กล่าวคือ จะคงอัตราดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของสินเชื่อ หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดกระแสเงินและทำให้ค่าเงินแข็งขึ้น ทว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเริ่มชะลอตัว และราคาน้ำมันอยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้หลายประเทศเลือกลดดอกเบี้ย เช่น ธนาคารกลางอินเดียที่ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% แตะที่ 7.75% หรือจีนที่คาดการณ์ว่าจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อกระตุ้นการขยายตัว
โตเกียว (บลูมเบิร์ก) — แหล่งข่าวภายในเปิดเผยว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) กำลังพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการการกู้ยืม 2 โครงการ ได้แก่ วงเงินกองทุนสนับสนุนการเติบโต และวงเงินการกู้ยืมเพื่อการกระตุ้นธนาคาร ที่จะหมดอายุในเดือน มี.ค.นี้ ออกไปอีก 1 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยกระตุ้นตัวเลขเงินเฟ้อของประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ







