
ด่านสุดท้ายกฟผ. ลุยสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะ
ยังคงต้องฝ่าอีกหลายด่าน สำหรับการเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 4-7 ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมลงนามในสัญญาว่าจ้างกลุ่มกิจการร่วมค้ามารูบินี-อัลสตรอม ภายใต้กรอบวงเงิน 35,312ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติที่ 36,811 ล้านบาท
ยังคงต้องฝ่าอีกหลายด่าน สำหรับการเดินหน้าก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 4-7 ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมลงนามในสัญญาว่าจ้างกลุ่มกิจการร่วมค้า
มารูบินี-อัลสตรอม ภายใต้กรอบวงเงิน 35,312ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติที่ 36,811 ล้านบาท
เพราะแม้ว่าล่าสุดคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธาน เมื่อประมาณวันที่ 20 ธ.ค. 2557 จะมีมติเห็นชอบรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพและชุมชน หรืออีเอชไอเอ โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนเครื่องที่ 4-7 แล้ว และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ดำเนินการโครงการตามความเห็นของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมในเร็วๆ นี้
“คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมได้อนุมัติอีเอชไอเอโครงการโรงไฟฟ้าแม่เมาะแล้ว ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้ จากนี้จะมีการเสนอความเห็นของคณะกรรมการฯ ต่อ ครม. เพื่อดำเนินการก่อสร้างต่อไป และคาดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว” เกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้สัมภาษณ์ “โพสต์ทูเดย์”
สอดคล้องกับที่ รัตนชัย นามวงศ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า กฟผ. ที่ยืนยันว่า ขณะนี้รายงานอีเอชไอเอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 4-7 จ.ลำปาง ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติแล้ว หลังจากนี้จะเริ่มเดินหน้าในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี และมีกำหนดเดินเครื่องส่งไฟฟ้าเข้าระบบ (Commercial Operation Date : COD) ได้ในปี 2561
แต่ปรากฏว่าทีมเสธ.ของ พล.อ.ประวิตร ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทนว่ามีราคาสูงเกินจริงหรือไม่ และเตรียมขอเรียกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาของราคากลาง รวมทั้งมีการทำแบบจำลองว่าหากต้องล้มโครงการเพื่อประมูลใหม่ จะลดราคาโรงไฟฟ้าลงได้เท่าไหร่ และทำให้การก่อสร้างจะต้องล่าช้าจากกำหนดไปอีกกี่เดือน เพื่อชั่งน้ำหนักความคุ้มค่าในการลงทุน
นั่นเพราะข้อมูลที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ กฟผ.ต้องปรับราคากลางก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากที่เคยศึกษาไว้เมื่อปี 2554 ซึ่งราคาที่ศึกษาไว้อยู่ที่ 30,623 ล้านบาท เพิ่มเป็น 36,811 ล้านบาท มาจากการสำรวจแหล่งถ่านหินแม่เมาะในปี 2556 พบว่ามีส่วนผสมของแคลเซียมออกไซด์ (ปูนขาว) อยู่ในถ่านหินสูงถึงเฉลี่ย 40% จึงต้องมีการปรับสเปกหม้อต้ม (Boiler) ให้มีขนาดใหญ่กว่าปกติ 1.7 เท่า เพื่อให้การเผาไหม้ถ่านหินไม่เกิดปัญหาตะกรันอุดตันและส่งผลให้โรงไฟฟ้าเดินต่อไม่ได้
ในขณะที่ข้อมูลที่ถูกส่งไปถึงทีมทำงานของ พล.อ.ประวิตร มีการระบุว่า การออกแบบโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะเมื่อปี 2554 ครอบคลุมการเผาถ่านหินที่มีแคลเซียมออกไซด์สูงถึงเฉลี่ย 40% อยู่แล้ว และ กฟผ.มีข้อมูลอยู่ในมือตั้งแต่ปี 2553 แล้วว่าถ่านหินในแหล่งแม่เมาะมีแคลเซียมออกไซด์สูง
โดยปรากฏหลักฐาน 2 ฉบับ คือ พิพัฒน์ จวงจันดี วิศวกรอาวุโส กฟผ. จัดทำรายงานการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ และเสนอในงานสัมมนาเรื่องความท้าทายและโอกาสของอุตสาหกรรมไฟฟ้าฯ ที่ไต้หวัน ระหว่างวันที่ 5-28 ต.ค. 2553 ซึ่งในรายงานดังกล่าวมีการระบุสัดส่วนแคลเซียมออกไซด์ในถ่านหินพบว่าในปี 2563 จะมีสัดส่วนสูงถึง 25% และเพิ่มเป็น 35% ในปี 2565 ก่อนจะเพิ่มเป็น 40% ในปี 2576
เช่นเดียวกับข้อมูลของบริษัท ALS laboratory Group ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของ กฟผ.ในโครงการศึกษาและสำรวจถ่านหินแม่เมาะ ได้ทำรายงานในเดือน ก.พ. 2553 โดยระบุว่าได้เก็บตัวอย่างถ่านหินที่เหมืองแม่เมาะ 6 กลุ่ม และพบว่ามีสัดส่วนแคลเซียมออกไซด์ตั้งแต่ 25-40%
ดังนั้น การที่ กฟผ.ระบุว่า คุณภาพถ่านหินแม่เมาะเป็นถ่านหินที่เลว หลังจากมีการขุดสำรวจใหม่ในปี 2556 ซึ่งนำไปสู่การปรับสเปกโรงไฟฟ้านั้น อาจสร้างข้อกังขาให้ พล.อ.ประวิตร และทีมงาน จึงต้องลุ้นต่อว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะจะเดินหน้าก่อสร้างได้ทันทีหรือไม่







