posttoday
เขย่ารถไฟฟ้า ‘ลงตัว’

เขย่ารถไฟฟ้า ‘ลงตัว’

12 มกราคม 2558

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์

เป็นการเขย่าใหญ่ในการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) อีกครั้งก็ว่าได้ หลังบอร์ด รฟม. เมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2558 มีมติเห็นชอบให้ พีระยุทธ สิงห์พัฒนากุล รองผู้ว่าการ รฟม. ฝ่ายวิศวกรรมและก่อสร้าง ขึ้นรั้งตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม.คนใหม่ แทน ยงสิทธิ์ โรจน์ศรีกุล ที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าการ รฟม. เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2557

อีกทั้งยังทำให้ รณชิต แย้มสอาด รองผู้ว่าการ รฟม. ฝ่ายบริหาร ที่ทำหน้าที่รักษาการผู้ว่าการ รฟม. แทนยงสิทธิ์ จะสิ้นสภาพในไม่ช้า แม้ว่ารณชิต และบอร์ดสรรหาผู้ว่าการ รฟม. จะยังมีปัญหาค้างคากันอยู่และรอให้ศาลปกครองกลางชี้ขาด ในกรณีบอร์ดสรรหาตัดสิทธิรณชิต จากการเป็นผู้มีสิทธิลงสมัครคัดเลือกเป็นผู้ว่าการ รฟม. เนื่องจากมีตำแหน่งรักษาการผู้ว่าการ รฟม.ในช่วงที่มีการสรรหา

ทว่า การกีดกันรณชิตให้พ้นทางย่อมมีจุดประสงค์ เพราะงานใหญ่ที่รอ รฟม.ตัดสินใจเป็นการเร่งด่วนในขณะนี้ คือ การพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 13 เพื่อคัดเลือกเอกชนมารับสัมปทานเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงบางซื่อ-ท่าพระ หัวลำโพง-บางแค ระยะทาง 27 กิโลเมตร ซึ่ง รฟม.มีแผนดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 36 เดือน ก่อนที่การก่อสร้างงานโยธาจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการเดินรถในปี 2562

แต่ประเด็นก็คือการตัดสินว่าจะใช้วิธีการใดคัดเลือกเอกชนมาเดินรถ ทั้ง “การเปิดประมูล” เป็นการทั่วไป และ “การเปิดเจรจา” กับเอกชนรายเดิม เป็นอำนาจการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ร่วมทุนของหน่วยงาน ซึ่งเดิมรณชิต เป็นประธานคณะกรรมการมาตรา 13 แต่ถูกยงสิทธิ์ สั่งปลดพ้นจากประธานคณะกรรมการมาตรา 13 เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2557 และแต่งตั้ง“พีระยุทธ” เข้ามาเป็นประธานคณะกรรมการมาตรา 13 แทน แต่เมื่อรณชิต กลับมาทำหน้าที่รักษาการผู้ว่า รฟม.ก็ได้แต่งตั้งตัวเองเป็นประธานคณะกรรมการมาตรา 13 อีกครั้ง

สาเหตุหลักๆ น่าจะเป็นเพราะรณชิตได้ตัดสินใจใช้วิธี “การเปิดประมูล” เป็นการทั่วไปเพื่อหาเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย ในขณะที่จุดยืนของยงสิทธิ์ คือ ต้องการให้ใช้วิธี “การเจรจา” กับเอกชนที่ได้สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเดิม คือ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ บีเอ็มซีแอล เพื่อให้การเดินรถเป็นไป “อย่างต่อเนื่อง” แต่ถูกมองว่าเป็นการกีดกันไม่ให้เกิดการแข่งขัน และทำให้บีเอ็มซีแอล ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ ช.การช่าง ที่มี “ปลิว ตรีวิศวเวทย์” เป็นหัวเรือใหญ่และเป็นผู้รับเหมารายใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศที่ผูกขาดการเดินรถไฟฟ้าทั้งเส้น

“หากเปิดประมูลทางบีเอ็มซีแอลก็ได้เปรียบอยู่แล้ว แต่ก็มีเอกชนทั้งไทย ฝรั่ง และเอเชียพร้อมแข่ง อย่างบีทีเอสบอกว่าเขาพร้อม ซึ่งคำว่า ‘เดินรถต่อเนื่อง’ ฟังแล้วก็ดีอยู่ แต่มันทำให้เสียโอกาสที่ได้เอกชนมาเดินรถในราคาที่ดีที่สุด จึงอยากขอให้ทำกันแบบตรงไปตรงมา เช่น เราเคยขอข้อมูลกับบีเอ็มซีแอลให้ช่วยให้ข้อมูลว่า ข้อดีของการเจรจากับบีเอ็มซีแอลคืออะไร เพื่อจะได้มีข้อเปรียบเทียบกับการใช้วิธีประมูล แต่บีเอ็มซีแอลไม่ให้ข้อมูล โดยอ้างว่ากลัวว่าจะเป็นการฮั้ว ทั้งๆ ที่เราแค่ขอข้อมูลมาเปรียบเทียบเท่านั้น” แหล่งข่าวอ้างคำพูดรณชิต

อย่างไรก็ตาม แม้จุดยืนของยงสิทธิ์จะสอดคล้อง กับมติบอร์ด รฟม.ที่มี พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นประธาน ที่ต้องการให้การเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย “มีความต่อเนื่อง” ซึ่งก็หมายถึงสนับสนุนให้มีการเปิดเจรจากับบีเอ็มซีแอลให้มาเดินรถต่อเนื่องนั่นเอง และหากจำกันได้ พล.อ.ยอดยุทธ ก็ไม่ใช่คนอื่นไกล เพราะเคยเป็นถึงที่ปรึกษาของบิ๊ก คสช. คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ เมื่อครั้งได้รับมอบหมายเป็นรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่การส่งสัญญาณให้ยงสิทธิ์ยื่นใบลาออก ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะยงสิทธิ์เคยเป็นลูกหม้อบริษัท ไทยคม และได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการ รฟม.ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่ว่า เมื่อพีระยุทธเข้ามาเป็นผู้ว่าการ รฟม. ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวที่มีอำนาจในการปลดหรือแต่งตั้งประธานคณะกรรมการมาตรา 13 จะปลดรณชิต และแต่งตั้งประธานคณะกรรมการมาตรา 13 คนใหม่ เพื่อให้การกำหนดพิจารณาจัดหาเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายเป็นไปตามมติบอร์ด รฟม. ที่ต้องการให้มีการเดินรถต่อเนื่อง ซึ่งก็คือการเปิดเจรจาให้
บีเอ็มซีแอลมาเดินรถในท้ายที่สุด

และหากจำกันได้ ทั้งพีระยุทธ และรณชิต ต่างมีความหลังกับบีเอ็มซีแอล เมื่อครั้งเปิดประมูลเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่-บางซื่อ มีระยะทาง 23 กิโลเมตร บีเอ็มซีแอลชนะการประมูลโดยเสนอราคาต่ำสุด 95,202 ล้านบาท แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นว่าสูงเกินไป จึงให้ไปเจรจาต่อรองราคาลงมา โดยพีระยุทธต่อรองลดราคามาเหลือ 8.7 หมื่นล้านบาท แต่ ครม.ก็ยังไม่พอใจ จนสุดท้ายได้มอบหมายรณชิตไปเจรจาและต่อรองราคาลงเหลือ 8.3 หมื่นล้านบาท ซึ่ง ครม.ได้ให้ความเห็นชอบ แต่ก็ได้สร้างความไม่ลงรอยระหว่างสองฝ่าย อีกทั้งใช้เวลาเจรจากว่า 1 ปีครึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีอีกสัญญาณหนึ่งที่ต้องจับตา คือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยระบุว่า กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตอบรับในการรับโอนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ และสั่งการให้ รฟม.ศึกษาความเป็นไปได้ในการโอนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ไปให้ กทม.เช่นกัน โดยมีเหตุผลว่าต้องการให้การบริหารการเดินรถเป็นระบบเดียวกันและมีเอกชนเดินรถรายเดียว เพื่อจะได้ประหยัดการลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุง เพราะสามารถใช้ศูนย์ซ่อมของรถไฟฟ้าบีทีเอสเดิมได้

หากทุกอย่างเดินไปตามแนวทางที่ พล.อ.อ.ประจิน กรุยทางไว้ ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอส ที่มี คีรี กาญจนพาสน์ เป็นประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ จะได้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว แบริ่ง-สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จากเมื่อปี 2555 ที่ กทม.ลงนามต่ออายุสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอสและส่วนต่อขยายให้แก่บริษัท บีทีเอส เป็นสิ้นสุดสัญญาสัมปทานวันที่ 2 พ.ค. 2585 หรืออีก 30 ปี ทั้งๆ ที่บีทีเอสยังเหลือระยะเวลาภายใต้สัมปทาน 17 ปี

ที่แน่ๆ มหากาพย์ความขัดแย้งภายใน รฟม.ระลอกใหม่ ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตาต่อไป แต่การจัดสรรการเดินรถไฟฟ้าในยุค คสช. ที่วางแนวทางไว้อย่างนี้ถือว่า “ลงตัว” กับทุกฝ่าย แต่ต้องติดตาม ว่าเงินทุกบาทที่ลงไปจะย้อนกลับมาเป็นภาระผู้โดยสารเพิ่มขึ้นหรือไม่ และจะสร้างภาระให้กับผู้เสียภาษีในระยะยาวอย่างไร?

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน