
AKR อนาคตสดใสซาบซ่า!!! โซลาร์หนุน-หม้อแปลงแกร่ง
บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม (AKR) ภายหลังพ้นจากการปรับโครงสร้างทุนและโครงสร้างหนี้บริษัทย่อยบริษัท เอกรัฐโซล่าร์ สำเร็จเมื่อปี 2556 กลับมาเป็นบริษัทที่มีความสดใสและมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม (AKR) ภายหลังพ้นจากการปรับโครงสร้างทุนและโครงสร้างหนี้บริษัทย่อยบริษัท เอกรัฐโซล่าร์ สำเร็จเมื่อปี 2556 กลับมาเป็นบริษัทที่มีความสดใสและมีโอกาสที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ก่อนหน้านั้นธุรกิจหลักคือธุรกิจหม้อแปลงนั้นไม่ได้มีปัญหาและยังสามารถสร้างการเติบโตให้กับบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง และธุรกิจหม้อแปลงเป็นธุรกิจที่ไม่มีวงจรขึ้นลงหรือเสื่อมถอย แต่เป็นธุรกิจที่จะเติบโตควบคู่ไปกับการพัฒนาของประเทศ เพราะทุกๆ ที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าและพลังงานก็จะมีหม้อแปลงเข้าไปเกี่ยวเนื่องตลอด ดังนั้น ธุรกิจหม้อแปลงจึงไม่รู้จักคำว่า พระอาทิตย์ตกดิน และยังมีโอกาสที่จะดำเนินต่อไปได้เกินกว่า 30 ปี หรือตกทอดถึงรุ่นเหลนนั่นเอง
AKR ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารของ ดนุชา น้อยใจบุญ กรรมการผู้จัดการ AKR ที่เปิดเผยถึงแผนการทำธุรกิจในปี 2558 ว่าน่าจะเป็นปีสดใสและเติบโตขึ้นจากปี 2557 ภายหลังจากรัฐบาลโดย
กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เดินหน้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน 800 เมกะวัตต์ ด้วยวงเงินลงทุนประมาณ 8 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ จะทำให้บริษัทมีรายได้จากธุรกิจโซลาร์ฟาร์มเข้ามาประมาณ 2,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่บริษัทมีรายได้จากธุรกิจหม้อแปลงเพียงอย่างเดียวประมาณ 2,000 ล้านบาท และเมื่อปีนี้มีรายได้จากธุรกิจโซลาร์ฟาร์มเข้ามาก็จะทำให้รายได้รวมปีนี้ คาดว่ารายได้รวมจะทำได้ประมาณ 4,400 ล้านบาท
ธุรกิจหม้อแปลงคาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตจากปีก่อนประมาณ 10% ธุรกิจหม้อแปลงถือเป็นธุรกิจหลักของบริษัทที่มีการเติบโตต่อเนื่องและมั่นคง ซึ่งปีนี้คาดหวังว่ารายได้จะโตจากปีก่อนประมาณ 10% โดยปี 2557 มีรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นเล็กน้อยจากปี 2556 ที่มีรายได้ 1,980 ล้านบาท
แต่ถือว่าเป็นการเติบโตที่มั่นคงและสม่ำเสมอ เพราะตราบใดที่มีการขยายทาง มีการใช้ไฟฟ้า หม้อแปลงก็จะเป็นที่ต้องการ เพราะจะต้องแปลงไฟฟ้าแรงสูงเป็นแรงต่ำเพื่อเข้าสู่บ้านและอาคารต่างๆ ขณะที่การเกิดของธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม มีความจำเป็นต้องใช้หม้อแปลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นธุรกิจหม้อแปลงสามารถเติบโตได้ทุกช่องทาง
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมานั้นลูกค้าหลักของบริษัทในส่วนของธุรกิจหม้อแปลงนั้น ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าหน่วยงานราชการ เช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ส่วนลูกค้าภาคเอกชนก็จะเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง โดยกลุ่มลูกค้าหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายของบริษัท ในปี 2556 จะเป็นลูกค้าเอกชน ลูกค้าราชการและรัฐวิสาหกิจ และลูกค้าต่างประเทศ เป็นต้น
“บริษัทมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 700 ล้านบาท โดยงานมูลค่า 500 ล้านบาทนั้น เมื่อส่งมอบเสร็จก็จะรับรู้ได้ทันที ส่วนอีก 200 ล้านบาท บริษัทได้ชนะการประมูลของโครงการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) มาแล้วรอการเซ็นสัญญา เพราะทาง กฟภ.เพิ่งมีคณะกรรมการ (บอร์ด) จึงต้องรอและการเข้าประมูลงานของ กฟภ.ยังคงมีเกิดขึ้นต่อเนื่องทุกๆ ปี คาดปีละประมาณ 4,500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทก็จะมีโอกาสได้รับงานทุกปี ปีละ 10-15%”
โซลาร์ฟาร์ม 2,000 ล้าน
ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มเป็นโอกาสที่ดีของ AKR ภายหลังจากของทางการจะเปิดประมูลโซลาร์ฟาร์ม 800 เมกะวัตต์ บริษัทคาดหวังว่าจะได้เข้าไปรับงานประมาณ 40 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 2,000 ล้านบาท โดยจะเป็นหน้าที่ทั้งทำเงินคือ ผลิตและขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเอง ซึ่งจะสามารถรับรู้รายได้ได้ทันทีและรับจ้างในการทำ ซึ่งคาดว่ารายได้จากธุรกิจนี้จะเริ่มรับรู้ในไตรมาส 2 ปี 2558 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของบริษัท เพราะมีโรงงานในการผลิตแผงโซลาร์เอง ซึ่งภายหลังจากรัฐบาลมีความชัดเจนว่าจะมีการเปิดประมูลและมีเงื่อนไขในร่างทีโออาร์ว่าจะต้องใช้แผงจากผู้ผลิตในประเทศก็เป็นโอกาสที่ดีให้กับบริษัทเพราะมีโรงงานอยู่แล้ว ขณะนี้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่จะเข้ามาต้องใช้เวลาในการก่อสร้างโรงงานประมาณ 2 ปี
“ยอมรับว่าขณะนี้มีพันธมิตรหลายรายให้ความสนใจที่จะเข้ามาร่วมหุ้นกับบริษัท เอกรัฐโซล่าร์ ในการทำธุรกิจโซลาร์ฟาร์มทั้งจีนและญี่ปุ่น บริษัทก็เปิดกว้างรับพันธมิตร แต่ในการร่วมพันธมิตรก็จะเปิดให้ร่วมในส่วนน้อย”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทแบกรับการขาดทุนจากเอกรัฐโซล่าร์ แต่หลังการปรับโครงสร้างหนี้และทุนสำเร็จมีแนวคิดที่จะขายออกไปในราคาส่วนลด แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมาก หลังบริษัทปรับโครงสร้างทุกอย่างสำเร็จ รัฐก็มีนโยบายชัดเจนทำให้บริษัทพลิกจากผู้ที่เคยถูกเลือกเป็นผู้เลือกคนที่จะเข้ามาร่วมทุน
โอกาสโตของ AKR
ในปี 2559 เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน (เออีซี) เต็มตัว ก็จะทำให้โอกาสธุรกิจของบริษัทมีมากขึ้น จากปัจจุบันที่มียอดขายหม้อแปลงประมาณ 10% ของยอดขายรวมก็จะเพิ่มเป็น 20% ได้ เพราะกฎกติกาการค้าจะเปลี่ยนไป ทำให้การเข้าไปนั้นทำได้สะดวกขึ้น
ปัจจุบันบริษัทได้ออกไปทำธุรกิจหม้อแปลงที่พม่าแล้วและกลุ่มประเทศเออีซีต้องพัฒนาหม้อแปลงก็จะเป็นที่ต้องการ และที่ผ่านมาอุตสาหกรรมหม้อแปลงไฟฟ้าของไทยมีความแข็งแกร่งมากกว่าประเทศอาเซียนอื่น จึงเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมหม้อแปลงของประเทศไทยที่จะได้รับประโยชน์จากการส่งออกหม้อแปลงมากกว่าการนำเข้าหม้อแปลงไฟฟ้า และการที่ AKR เป็นผู้นำทางด้านอุตสาหกรรมการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าของประเทศไทย ก็จะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมเออีซีด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น AKR ปัจจุบันซื้อขายที่ 2.76 บาท/หุ้น หรือมีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ 7.12 เท่า ซึ่งต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นบริษัทอื่นในกลุ่ม
หุ้นเด่นทางเทคนิค
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำให้ซื้อเก็งกำไร AKR เพราะเป็นหุ้นเด่นทางเทคนิคราคาที่เหมาะสม 2.70 บาท มีแนวรับ : 2.54-2.50 บาท แนวต้าน : 2.80-2.86 บาท ราคาหุ้นแกว่งตัวออกข้างมาได้ระยะหลังจากการปรับตัวขึ้นมาในรอบก่อน ขณะที่รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุว่า ผู้บริหาร AKR อุรวีณ์ กนกพฤกษ์ รายงานการซื้อหุ้น เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2557 จำนวน 787,700 หุ้น ในราคา 2.50 บาท







