
เดินเครื่องปั้นแบรนด์ ส่งร้านอาหารไทยไปนอก
ก่อนการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบในปลายปีนี้ ทุกภาคอุตสาหกรรมต่างประกาศความพร้อมในการก้าวเป็นผู้นำและศูนย์กลาง (ฮับ) ในหลายด้าน ด้วยความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่ดี ที่เป็นจุดแข็งทำให้ไทยถือไพ่เหนือกว่าเพื่อนบ้าน ขาดเพียงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐเท่านั้น
ก่อนการก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบในปลายปีนี้ ทุกภาคอุตสาหกรรมต่างประกาศความพร้อมในการก้าวเป็นผู้นำและศูนย์กลาง (ฮับ) ในหลายด้าน ด้วยความได้เปรียบด้านทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่ดี ที่เป็นจุดแข็งทำให้ไทยถือไพ่เหนือกว่าเพื่อนบ้าน ขาดเพียงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐเท่านั้น
ในส่วนของธุรกิจร้านอาหารไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งและจุดขายของเมืองไทยนั้น ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย แจกแจงว่า ที่ผ่านมายังไม่มีภาครัฐหน่วยงานใดให้การสนับสนุนธุรกิจร้านอาหารไทยให้เติบโตใน ต่างแดน ทั้งๆ ที่ปลายปีนี้จะเปิดเสรีอาเซียนเต็มที่ แต่กลับไม่เห็นการวางหลักเกณฑ์การลงทุนที่ชัดเจน ทำให้ศักยภาพผู้ประกอบการร้านอาหารไทย หรือการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) ด้านอาหารในอาเซียนไม่ถูกดึงออกมาใช้อย่างเต็มกำลังความสามารถ
“การทำงานทุกวันนี้ สมาคมขับเคลื่อนและวางแผนยุทธศาสตร์การเปิดเสรีอาเซียนกันเอง เพราะธุรกิจอาหารยังไม่มีกระทรวงไหนเป็นเจ้าภาพเต็มตัว เพราะคาบเกี่ยวกับหลายกระทรวง ทำให้การผลักดันเรื่ิองต่างๆ ทำได้ไม่เต็มกำลังมากนัก”
ฐนิวรรณ ได้เล่าถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการปลุกปั้นแบรนด์ร้านอาหารไทยสู่ตลาดต่างประเทศว่า สมาคมเตรียมรวบรวมร้านอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึง ร้านค้า แผง ลอยที่ปรุงอาหารมีรสชาติอร่อย เพื่อนำมา สร้างแบรนด์สินค้าให้กับร้านอาหารเหล่านั้น พร้อมผลักดันให้เข้าสู่มาตรฐาน ตลอดห่วงโซ่ การผลิต เบื้องต้นตั้งเป้า 100 ร้านแบรนด์สินค้า
ในอนาคต สมาคมมีแผน ผลักดันให้ร้านอาหารแบรนด์เหล่านี้ขยายธุรกิจในตลาดอาเซียนใน รูปแบบแฟรนไชส์ หรือการลงทุนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของเจ้าของแบรนด์ โดยมองว่าประเทศที่มีความน่าสนใจในการขยายตลาดร้านอาหารไทย ได้แก่ ลาว เวียดนาม พม่า เป็นต้น
ขณะเดียวกัน เพื่อสร้างมาตรฐานของร้านอาหารให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สมาคมอยู่ระหว่างผลักดันให้ไทยประกาศบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยเรื่องมาตรฐานร้านอาหาร 3 ด้าน ได้แก่ 1.มาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร 2.มาตรฐานการบริการ และ 3.มาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการร้านอาหาร เพื่อสร้างบรรทัดฐานร้านอาหารไทยให้ได้มาตรฐานระดับสากล เพราะมาตรฐานดังกล่าวสมาคมได้รวบรวมแนวทางจากประเทศสหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับการลงทุนร้านอาหารไทย
ขณะนี้ได้เสนอมาตรฐานดังกล่าวให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาและผลักดันออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ในลำดับต่อไป ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาร่วม 2 ปีนับจากนี้ หลังจากนั้นจะผลักดันให้ใช้มาตรฐานดังกล่าวในระดับอาเซียนด้วย เพราะประเทศไทยเป็นผู้นำการร่างมาตรฐานดังกล่าวได้ครอบคลุมทั้ง 3 ส่วน ที่ร้านอาหารควรดำเนินการ
นอกจากนี้ สมาคมได้จัดทำหนังสือคู่มือรายการอาหารเป็นภาษาอาเซียน อังกฤษ จีน จำนวน 3,000 เล่ม โดยมีเมนูอาหารไทยที่ทั่วโลกให้การยอมรับกว่า 20 เมนู เช่น ผัดไทย ส้มตำ ต้มยำกุ้ง ข้าวผัด ผัดกะเพรา เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า รวมถึงผู้ประกอบการที่สนใจเมนูอาหารสามารถดาวน์โหลดผ่านเว็บไซต์ของสมาคม เพื่อปรับใช้กับร้านอาหารของตนเองได้
เหล่านี้คือความพยายามของภาคเอกชนที่พยายามรวมตัวกันเพื่อผลักดันแบรนด์สินค้าร้านอาหารไทยให้ออกไปแข่งขันในตลาดต่างแดนได้อย่างสมภาคภูมิ ซึ่งยิ่งหากมีแรงหนุนจากภาครัฐมากกว่านี้ อนาคตร้านอาหารไทยน่าจะสดใสกว่านี้







