
ใช้ห้องเรียนสร้างสมานฉันท์
.....สุรชัย กำพลานนท์วัฒน์
เห็นท่านนายกรัฐมนตรีเดินหน้าผลักดันเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติแล้ว รู้สึกเห็นใจและเหนื่อยใจแทนจริงๆ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พูดง่าย...แต่ทำให้เกิดดอกออกผลเป็นรูปธรรมนั้น ยากเย็นเหลือกำลัง
ใจคนยากแท้หยั่งถึง ยากเหลือเกินที่จะไปบีบคั้นให้มารักมาชอบมาร่วมมือกับเราได้ สมานฉันท์ปรองดองเป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยสร้างทีละเล็กทีละน้อย ทีละกลุ่มก้อนทีละพื้นที่ ทำบ่อยๆ ทำสม่ำเสมอและต้องทำด้วยความจริงใจ
อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ต้องมีจุดเริ่มต้น ผมขอให้กำลังใจและร่วมเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยกันขบคิดเสนอแนะและสนับสนุนนโยบายเรื่องนี้
ไม่มีชาติใดในโลกที่เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งบนความขัดแย้งของคนในชาติตัวเอง
ช่วงนี้ผมมีโอกาสเข้าเรียนหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของสถาบันพระปกเกล้า รุ่น 14 ซึ่งมีสมาชิกร่วมรุ่น 140 คน แต่ละคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่มาจากหลายสาย ทั้ง สส. สว. ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ ผู้พิพากษา อัยการ ผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ พ่อค้านักธุรกิจเอกชน ทุกคนล้วนไม่ธรรมดา มากทั้งลาภยศอำนาจและบารมี มีเครือข่ายคอนเนกชันเหลือเฟือ แถมมีครบทุกสีทุกฝ่ายร่วมรุ่นเรียนอยู่ในห้องด้วยกัน
พวกเราไปต่างจังหวัดด้วยกัน ได้ละลายพฤติกรรมร่วมกัน กินนอนร้องเล่นเต้นรำพร้อมเพรียงกัน เวลาเรียนมีการจัดกิจกรรมรวมกลุ่มอภิปรายหรือทำรายงานกลุ่มด้วยกัน ถึงเวลาพักกินข้าวดื่มกาแฟ ทุกคนก็จะพูดคุยสรวลเสเฮฮาสนุกสนานมีความสุขร่วมกัน เป็นบรรยากาศที่ดีมากๆ ทุกคนมีความเต็มใจที่จะแสดงออกถึงมิตรภาพแห่งความเป็นเพื่อนอย่างเต็มที่แม้ว่าหลายๆ ท่านจะอาวุโสมากทั้งวัยวุฒิและตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่ทุกท่านก็ทำตัวเป็นกันเองได้อย่างน่าประทับใจ
นี่กำลังจะนัดรวมกลุ่มหลังเลิกเรียนไปออกรอบเล่นกีฬาตามที่รักที่ชอบกัน บางกลุ่มถนัดจับไมค์ก็นัดไปกินข้าวร้องเพลงคาราโอเกะ บางกลุ่มนัดกันไปเที่ยวต่างจังหวัดกันแล้ว และที่เข้ายุคเข้าสมัยก็คือการสื่อสารถึงกันผ่านทางโทรศัพท์มือถือ...บีบี...เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ เรียกว่าทั้งแชตทั้งเมาท์กันกระจายทุกวัน เป็นสังคมออนไลน์ที่ขยายวงกว้างและสร้างความสัมพันธ์ในหมู่เพื่อนได้อย่างรวดเร็วเหลือเชื่อมาก
ผมเล่าบรรยากาศในรุ่นที่ผมกำลังเรียนอยู่ให้ฟังแบบนี้ ไม่มีเจตนามาคุยโม้โอ้อวดใดๆ แต่อยากเสนอไอเดียช่วยรัฐบาลในเรื่องการสร้างความปรองดองสมานฉันท์โดยใช้ช่องทาง...การศึกษา...มาเป็นกลไกขับเคลื่อนได้อีกทางหนึ่ง
ในชั้นเรียนร่วมรุ่น...เป็นที่ที่ผูกมิตรได้ดีที่สุด จะรู้จักจะสนิทสนมเป็นเพื่อนรักเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวก็เกิดขึ้นในห้องเรียนนี่ละครับ จะอายุมากอายุน้อย จะตำแหน่งเล็กตำแหน่งใหญ่ จะอยู่กรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด พอได้มาเรียนร่วมรุ่นกัน เจอหน้ากันบ่อยครั้ง มีกิจกรรมร่วมกัน มีสุขมีทุกข์มีการปรึกษาหารือกัน กินด้วยกัน โดดเรียนด้วยกัน เฮฮากัน พักเดียวก็ซี้ปึ้กโดยไม่มีการแบ่งสีแบ่งข้างแบ่งฝ่าย ไม่มีแม้แต่จะพูดเรื่องการเมืองให้ขุ่นเคืองใจ ทุกคนเหมือนเป็นพี่น้องกันจริงๆ
การเรียนร่วมรุ่นไม่เพียงสร้างความรักความสมานฉันท์ในเวลาเรียนเท่านั้น แต่ยังต่อยอดผูกพันเป็นมิตรที่ดีต่อกันไปอีกนานเท่านาน ความเป็นศิษย์เก่ายังขยายผลไปถึงรุ่นพี่รุ่นน้องของสถาบันที่แม้ว่าก่อนหน้านี้จะยังไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่เมื่อรู้ว่าเราเคยผ่านสถาบันเดียวกัน ทัศนคติและความรู้สึกที่ดีก็มีขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลืออะไร ทุกคนพร้อมเทใจให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่
นี่คือ...ผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุดที่ได้จากการร่วมเรียนร่วมรุ่นของทุกสถาบันในสังคมไทย และน่าจะเป็น...กลไกที่ดีที่สุดในการสร้างความปรองดองสมานฉันท์อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งผมอยากเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดทำ
ถ้าคิดว่าใช่ รัฐบาลควรอัดฉีดงบประมาณให้กับสถาบันต่างๆ ที่เชี่ยวชาญและเป็นที่ต้องการของสังคมให้ช่วยเปิดหลักสูตรเพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น สถาบันพระปกเกล้า วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร วิทยาลัยตลาดทุน นิด้า ศศินทร์ รวมถึงสถาบันการศึกษาที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศซึ่งสามารถสร้างหลักสูตรที่มีประโยชน์และจูงใจให้เหล่าบรรดาผู้คนจำนวนมากจากทุกภาคส่วนของประเทศ ทั้งภาคการเมือง หน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และองค์กรภาคประชาชน ได้เข้าเรียนหลักสูตรพิเศษในช่วงนี้
จะต้องเสียงบประมาณสัก 2,0003,000 ล้านเพื่อการนี้มันก็คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม ได้ทั้งความปรองดองและได้ทั้งการพัฒนาคนในชาติ...ยิงปืนนัดเดียวได้นกตัวใหญ่ๆ สองตัว
ดึงให้ผู้คนจำนวนมากเข้าห้องเรียนให้ได้ และเมื่อเขามีโอกาสกลับเข้าห้องเรียนอีกครั้ง สังคมในห้องเรียนนั้นๆ จะหล่อหลอมทุกคนให้เป็น...เพื่อน...ที่ดีต่อกันอย่างยาวนาน







