
สปช.หนุนปรับค่าโทรมือถือคิดตามจริงเป็นวินาที
สปช.โหวตหนุนรายงานการศึกษาให้คิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือตามจริงเป็นวินาที ส่งคสช.ให้ความเห็นชอบ
สปช.โหวตหนุนรายงานการศึกษาให้คิดค่าบริการโทรศัพท์มือถือตามจริงเป็นวินาที ส่งคสช.ให้ความเห็นชอบ
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสปช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานการศึกษา เรื่อง การกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลา การใช้งานที่เป็นจริงโดยคิดเป็นวินาที ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคพิจารณาเสร็จแล้ว
โดยน.ส.สารี อ๋องสมหวัง ประธานกมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค ชี้แจงว่า ปัจจุบันผู้ประกอบธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่กำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้บริการ โดยผู้ใช้บริการจะถูกเก็บค่าบริการเป็นนาที แม้จะใช้งานจริงต่อครั้งไม่ถึงนาที ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้งาน
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ขัดต่อกฎหมายกำกับการประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ไม่มีหลักเกณฑ์เรื่องการให้ผู้ประกอบการคิดค่าบริการตามเวลาการใช้งานจริงเป็นวินาที แต่การกระทำของผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในวงกว้าง จึงควรกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิให้ผู้ใช้ บริการจ่ายค่าบริการตามที่ใช้งานจริง
น.ส.สารี กล่าวด้วยว่า รายได้รวมผู้ประกอบการปี 2556 เช่น บริษัท ทรู มีมูลค่า 9.6 หมื่นล่านบาท ดีแทค มีรายได้ 9.4 หมื่นล้านบาท และเอไอเอส มีรายได้ 1.4 แสนล้านบาท จึงขอกตัวอย่างการคิดค่าบริการของสหภาพยุโรป มีข้อกำหนดเรื่องการคิดค่าบริการข้ามแดนอัตโนมัติ (โรมมิ่ง) โดยคิดค่าโทรขั้นต่ำที่ 30 วินาทีแรก จากนั้นตั้งแต่วินาที 31 เป็นต้นไป ให้คิดค่าโทรตามระยะเวลาการใช้งานจริงเป็นวินาทีทั้งหมด
ทั้งนี้ จากการสำรวจการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของ (กสทช.) ค่าบริการในระบบเติมเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 341 บาทต่อเดือน ส่วนระบบรายเดือนอยู่ที่ 716 บาท ถ้าเฉลี่ยทั้งสองระบบมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 415 บาทต่อเดือน โดยค่าโทรระบบเติมเงินอยู่ที่ 1.20 บาท ระบบรายเดือนอยู่ที่ 1.70 บาท เฉลี่ยทั้งสองระบบค่าโทรอยู่ที่ 1.30 บาท
ส่วนเรื่องความเสียหายต่อผู้บริโภคนั้น คิดกันง่ายๆ หากมีการคิดค่าบริการตามจริงเป็นวินาที จะช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์ได้วันละ 1 นาที คิดเป็น 1.33 บาท ซึ่ง 1 เดือน จะประหยัดได้ 40 บาทต่อคน ประเทศไทยมีหมายเลขโทรศัพท์ 94 ล้านเลขหมาย จะประหยัดเงินได้เดือนละ 3,591 ล้านบาท หรือปีละ 43,092 ล้านบาท
น.ส.สารี กล่าวต่อว่า สิ่งที่กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคเสนอ จะช่วยประหยัดได้กว่า 3,000 ล้านบาทต่อเดือน เป็นการลดการเอารัดเอาเปรียบ ดังนั้น ขอเสนอให้สปช.เห็นชอบหลักการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานจริง โดยคิดเป็นวินาที และส่งเรื่องต่อคสช.ให้ความเห็นชอบหลักการกำหนดอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ตามระยะเวลาการใช้งานจริง โดยคิดเป็นวินาที
นอกจากนี้ ขอให้สปช. ส่งเรื่องให้กสทช.ดำเนินการใช้อำนาจตามมาตรา 31 วรรคสอง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มีคำสั่งห้ามผู้ประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่คิดค่าบริการโดยปัดเศษวินาทีเป็นหนึ่งนาที เพราะเป็นการค้ากำไรเกินควร โดยให้คิดค่าบริการตามระยะเวลาที่ใช้งานจริงเป็นวินาที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นสมาชิกสปช.ได้อภิปรายสนับสนุนข้อเสนอของกมธ.คุ้มครองผู้บริโภค โดยให้คิดค่าบริการโทรศัทพ์ตามระยะเวลาการโทรจริงเป็นวินาที เพื่อลดการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สปช. อภิปรายว่า การดูแลไม่ให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภคในเรื่องดังกล่าว เป็นหน้าที่ของกสทช.โดยตรง แต่ที่ผ่านมาเหตุใดกสทช.จึงไม่ยอมดำเนินการ
ทั้งนี้ ขอให้กมธ.ไปพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมว่า จะมีช่องทางใดให้บริษัทเอกชนเหล่านี้พิจารณาคืนเงินย้อนหลังที่ประชาชนถูกเอาเปรียบคืนให้กับผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้หลังจากสมาชิกสปช.อภิปรายครบทุกคนแล้ว ที่ประชุมสปช.จึงให้ความเห็นชอบรายงานดังกล่าวของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยคะแนน 211 ต่อ 3 เสียง งดออกเสียง 7 เพื่อส่งให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการต่อไป







