posttoday
ทรีนีตี้มองเศรษฐกิจยังไปได้ต่อ สภาพคล่องโลกท่วม

ทรีนีตี้มองเศรษฐกิจยังไปได้ต่อ สภาพคล่องโลกท่วม

03 มกราคม 2558

“วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2558

“วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2558 ว่ามีโอกาสฟื้นตัว โดยในช่วงต้นปีน่าจะยังคงได้รับผลดีจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และมองว่าราคาน้ำมันนั้นน่าจะยังคงอยู่ในระดับต่ำไปอีกประมาณ 6-7 เดือน ซึ่งทำให้อัตราเงินเฟ้อติดลบ ทำให้มีโอกาสที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาได้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งขณะนี้เห็นว่าธนาคารกลางของประเทศจีนได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงแล้วเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2555 โดยลดดอกเบี้ยเงินฝากลง 0.25% เหลือ 2.75% และดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.4% เหลือ 5.6% ซึ่งผลของจีนลดดอกเบี้ยจะเป็นแรงหนุนตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

นอกจากนี้ จีนยังมีการผ่อนคลายในเรื่องของสัดส่วนเงินฝากต่อสินเชื่อ จะทำให้ธนาคารจีนสามารถปล่อยกู้ได้เพิ่มอีกประมาณ 2-5 ล้านล้านหยวน ซึ่งเป็นเม็ดเงินใหม่ในไตรมาสแรก

“ปัญหาราคาน้ำมันที่ตกต่ำเกิดจากการที่ปริมาณการผลิตล้นอยู่กว่า 1 ล้านบาร์เรล ราคาน้ำมันที่ลดลงจะทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและถึงขั้นติดลบ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต่างๆ กำลังต่อสู้อยู่กับภาวะเงินฝืด”

เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวขึ้นโดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐที่คาดว่าจีดีพีจะเติบโต 3% จาก 2.2% ญี่ปุ่นจะโต 1.3% จาก 0.3% และยุโรปจะโต 1.1% จาก 0.8% ซึ่งผลของการเติบโตของยุโรปนั้นจะเกิดจากการที่จะมีการประกาศมาตรการคิวอีบนพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุมในวันที่ 22 ม.ค. หรือ 5 มี.ค. 2558 ซึ่งจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 1 ล้านล้านยูโร ทำให้มีสภาพคล่องในตลาดมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายไตรมาส 2

ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเองก็จะมีการทำคิวอีด้วยเช่นกันประมาณ 80 ล้านล้านเยน เพิ่มจากเดิม 10-20 ล้านล้านเยน ด้วยการซื้อ ETF ผ่าน JPX400-linked ETF จาก 1 ล้านล้านเยน เป็น 3 ล้านล้านเยน และเพิ่มการซื้อ REIT จาก 3 หมื่นล้านเยน เป็น 9 หมื่นล้านเยน และกองทุนบำนาญ (GPIF) เพิ่มลงทุนในตราสารทุน ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดทุนประมาณ 2.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ โดยการทำคิวอีของญี่ปุ่นนั้นคาดว่าจะเห็นเงินเข้ามาซื้อในกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกัน และธุรกิจเฮลท์แคร์

การทำคิวอีของญี่ปุ่นถือว่าเป็นการทำคิวอีชนิดคุณภาพและปริมาณ เพราะทั้งผ่อนคลายนโยบายการเงินและการซื้อพันธบัตรรัฐบาลประมาณเดือนละ 7.5 หมื่นเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินเยนอ่อนตัวลง ทำให้การส่งออกและกำไรของบริษัทจดทะเบียนดีขึ้น ส่งผลต่อเนื่องถึงราคาหุ้นและการบริโภค

“ผลจากสภาพคล่องที่สูงและอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำในฝั่งของยุโรปและญี่ปุ่นก็คาดว่าจะทำให้เกิดเยนและยูโรแครี่เทรดขึ้นมา เพราะการกู้เงินจากฝั่งประเทศที่มีอัตราดอกเบี้ยในระดับ 0.5% และนำไปฝากในรูปเงินเหรียญสหรัฐ ซึ่งให้ดอกเบี้ยในระดับ 2% ก็ถือว่าคุ้มค่าและจะส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น ขณะที่ค่าเงินบาท ค่าเงินเยนและยูโรจะอ่อนค่าลง”

ขณะที่ปัจจัยลบที่จะกดดันเศรษฐกิจในปี 2558 คือการที่สินค้าเกษตรราคาตกต่ำและฟื้นตัวช้า ซึ่งจะทำให้รายได้ภาคเกษตรกรลดลง หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลและเช่าซื้อจะเพิ่มสูงสุด ภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงถึง 83.5% ของจีดีพี ทำให้ภาคการบริโภคเติบโตติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส ส่วนอัตราเงินเดือนเฉลี่ยโตประมาณ 8-9% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2553 กลุ่มรายได้ระดับกลางน่าจะเป็นกลุ่มแรกที่ฟื้น เนื่องจากฐานเงินเดือนฟื้นได้ปกติ ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตลดลง ซึ่งเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี ส่วนภาคการผลิตก็อยู่ในระดับต่ำที่ราว 61-63% เท่ากับช่วงน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554

ขณะที่สินค้าส่งออกจะชะลอตัวลง ซึ่งคาดว่าจะโตได้ไม่ถึง 10% รวมถึงการลดจีเอสพีในยุโรป และที่สำคัญคือการหดตัวของงบดุลของเฟดอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น รวมถึงเศรษฐกิจรัสเซียตกต่ำด้วย

แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ยังดีอยู่จากสภาพคล่องสูง แม้ว่าจีดีพีจะต่ำก็ตามแต่คาดว่าปี 2559 จะเป็นปีที่ท้าทายที่สุดในรอบทศวรรษ เพราะแรงส่งจากมาตรการต่างๆ ของธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มอ่อนแรงลง เงินสหรัฐแข็งค่าต่อเนื่องมาหลายปี เศรษฐกิจรัสเซียตกต่ำ การเกิดภาวะฟองสบู่ในตลาดตราสารหนี้ ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและสงครามค่าเงิน ถ้าค่าเงินเยนเทียบกับสหรัฐ อ่อนไปที่ 140-150 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จึงต้องระวังความเสี่ยงหางอ้วน...

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ