
เปิดข้อเสนอ สป. แนวปฏิรูปการเงินการคลัง
แม้ว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สป.) จะมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ เสนอความเห็น ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอีกด้วย
แม้ว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สป.) จะมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ เสนอความเห็น ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญอีกด้วย
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และสมาชิก สป. กล่าวว่า ขณะนี้ สป.ได้จัดทำข้อเสนอแนะการยกร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ส่งให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเรียบร้อยแล้ว โดยในส่วนที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ตลาดทุนนั้น ได้มีข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับเป้าหมายการร่างรัฐธรรมนูญที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สนับสนุนการกระจายอำนาจ และแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น
“อย่างไรก็ตาม การทำเช่นนี้ได้รัฐจะต้องลดบทบาทในการเข้าไปแข่งขันกับภาคเอกชน และหันมาทำหน้าที่กำกับดูแลแทน วิธีนี้จึงจะนำไปสู่การปฏิรูปประเทศได้” กอบศักดิ์ ระบุ
สำหรับข้อเสนอแนะด้านการคลังนั้น ที่ประชุมได้หารือและเสนอให้มีการจัดทำงบประมาณแบบ 2 ขา เหมือนในต่างประเทศ คือ นอกจากจะจัดทำงบประมาณรายจ่ายแล้ว จากนี้ไป รัฐบาลจะต้องจัดทำแผนการจัดหารายรับอีกขาหนึ่งด้วย โดยในการเสนอร่าง พ.ร.บ.งบประมาณต่อรัฐสภานั้น รัฐบาลนอกจากจะต้องแถลงแผนงบประมาณรายจ่ายแล้ว ยังต้องแถลงแผนการหารายรับ และแผนการรายได้เพื่อชำระหนี้เงินกู้ โดยระบุถึงแหล่งที่มาของการกู้เงิน การจัดหารายได้ในรูปแบบของภาษีเพื่อนำมาชำระหนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหนี้สะสมของรัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐจัดระบบภาษีออกเป็น 2 ระดับ คือระดับชาติ และระดับท้องถิ่น โดยจะต้องมีการกระจายระบบการจัดเก็บภาษีเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีอำนาจจัดเก็บภาษีเลี้ยงตัวเองได้มากขึ้น จากปัจจุบันที่จัดเก็บได้เพียง 10% ของยอดจัดเก็บทั้งหมด แต่ขณะเดียวกัน ต้องมีระบบตรวจสอบการใช้งบของ อปท.ที่มีประสิทธิภาพด้วย
ด้านการเสียภาษีนั้น มีแนวคิดที่จะจูงใจให้ประชาชนเต็มใจจะเสียภาษีมากขึ้น เช่น ให้ผู้เสียภาษีได้รับการดูแลจากภาครัฐตลอดชีวิตในระดับหนึ่ง เพื่อจูงใจให้คนไทยเข้ามาอยู่ในระบบภาษี เป็นการขยายฐานโครงสร้างการจัดเก็บภาษีและเป็นธรรม เพื่อเพิ่มรายได้ให้ภาครัฐและครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ รองรับการใช้จ่ายของภาครัฐในอนาคต
และเพื่อให้มีการกำกับดูแลนโยบายการเงิน การคลัง งบประมาณและภาษี ให้สุจริตและเป็นธรรม สป.ได้เสนอให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ โดยจัดตั้งองค์กรอิสระที่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังและภาษีอากรแห่งชาติ มาทำหน้าที่วิเคราะห์ เสนอแนะ นโยบายการเงิน การคลัง ภาษีอากร และวางกลไกป้องกันและขจัดการทุจริตที่มีประสิทธิภาพด้วย
ในด้านการกระจายรายได้นั้น มีการเสนอแนะให้ตั้งหน่วยงานกลางขึ้นรับผิดชอบการแก้ไขปัญหาความยากจนและปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศอย่างบูรณาการ เพื่อรับผิดชอบการแก้ปัญหาความยากจนโดยตรง เพราะปัจจุบันแม้จะมีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ดูแลปัญหาความยากจน แต่ก็ทำหน้าที่เพียงการรวบรวมข้อมูลและติดตามปัญหาเท่านั้น ไม่สามารถขับเคลื่อนการแก้ปัญหาได้ ทำให้การกระจายงบประมาณไม่สอดรับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
นอกจากนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทยที่ผ่านมา ยังมีสาเหตุมาจากการผูกขาดตัดตอนทางธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะทำให้คนสองกลุ่มก้าวไปข้างหน้าได้ไม่เท่ากัน จนเกิดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ โดยกลุ่มคนที่อยู่ยอดพีระมิด คือกลุ่มผู้มีรายได้สูง 1% แรกนั้น สามารถสะสมความมั่งคั่งมากขึ้นๆ หยิบฉวยผลประโยชน์จากภาคัฐ โดยการรับสัมปทาน ผูกขาดตัดตอนในการทำธุรกิจ
รัฐบาลจึงต้องดำเนินการไม่ให้เกิดการผูกขาดตัดตอน ด้วยการทบทวนการกระบวนการการให้และอายุของสัมปทานภาครัฐ และบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง เพื่อลดการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ในด้านสวัสดิการขั้นพื้นฐานนั้น รัฐจะต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยดูแลให้เกิดการออมในประเทศ และให้ผู้สูงอายุมีรายได้เพียงพอกับการเลี้ยงชีพ ขณะที่ผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่ไม่สามารถดูแลตัวเอง เช่น ผู้พิการทุพพลภาพ สามารถดำรงชีพได้อย่างเหมาะสม แต่การให้สวัสดิการนั้น ต้องระวังไม่ให้มีสิทธิประโยชน์มากเกินควร หรือครอบคลุมมากเกินไป เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ที่ให้แม้กระทั่งผู้มีสินทรัพย์ หรือมีรายได้สูง ทำให้เกิดภาระต่อรัฐจำนวนมาก และส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลัง เหมือนกับที่เกิดในหลายประเทศ
นอกจากนี้ รัฐยังต้องสร้างความเท่าเทียมเชิงโอกาสให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั้งในเมืองและเขตชุมชน โดยเฉพาะด้านการศึกษาและสาธารณสุข รวมทั้งต้องดูแลคนยากจนที่จนเป็นพิเศษ รวมทั้งกลุ่มวิสาหกิจขนาดจิ๋ว ขนาดย่อย ให้มีโอกาสทัดเทียมกับคนส่วนใหญ่ของประเทศ เพื่อยุติปัญหาการส่งผ่านความจนจากรุ่นพ่อแม่สู่รุ่นลูกต่อเนื่องกันไป โดยรัฐจะต้องจัดสรรงบในการพัฒนาให้กลุ่มเหล่านี้เป็นพิเศษ และอย่างต่อเนื่อง ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา อาชีพ และการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้ชุมชนเข้มแข็ง







