
ประกันเดินหน้า ‘ดิจิทัลแพลตฟอร์ม’ ลดต้นทุน เพิ่มยอดขาย
ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และรัฐบาลชุดนี้ประกาศชัดให้ทุกภาคส่วนเข้าสู่โลกเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ด้วยการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลลงสู่ระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาประเทศพัฒนาธุรกิจ เพื่อวางโครงสร้างที่แข็งแกร่งรองรับฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นอนาคตของชาติ
ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และรัฐบาลชุดนี้ประกาศชัดให้ทุกภาคส่วนเข้าสู่โลกเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ด้วยการนำข้อมูลจำนวนมหาศาลลงสู่ระบบอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลและนำข้อมูลไปใช้ในการพัฒนาประเทศพัฒนาธุรกิจ เพื่อวางโครงสร้างที่แข็งแกร่งรองรับฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ที่จะมาเป็นอนาคตของชาติ
รวมถึงธุรกิจประกันชีวิตเช่นกัน ต่างเร่งสร้าง “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” (Digital Platform) ให้ทันกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่เชื่อมต่อกับสิ่งรอบๆ ตัวผ่านอินเทอร์เน็ต ต้องการบริการที่รวดเร็วทันใจ ส่งให้ถึงมือทุกที่ ทุกเวลา
ปรีชา รุธิรพงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายงานการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต หรือ SCBLIFE กล่าวว่า บริษัทได้ใช้ดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการเพิ่มช่องทางการติดต่อและให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา แก่ลูกค้าได้อย่างครบวงจรมากยิ่งขึ้น ล่าสุด SCBLIFE ได้ทำการปรับโฉมเว็บไซต์ใหม่ภายใต้แนวคิด “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ใช้งานง่าย จัดทำเนื้อหาจากมุมมองผู้บริโภค และมีฟังก์ชั่นที่เน้นการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน
ด้านการชำระเบี้ยประกันผ่านบริการ “Plug & Pay” รับชำระเบี้ยประกันผ่านบัตรเครดิตให้ลูกค้าผ่านสมาร์ทโฟน เมื่อลูกค้าต้องการบริการหลังการขายก็สามารถเช็กข้อมูลตามกรมธรรม์ด้วยตนเองผ่านบริการ “MY SCBLIFE” บริการข้อมูลกรมธรรม์ออนไลน์แบบครบวงจรบนเว็บไซต์ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ข้อมูลกรมธรรม์ ใบแจ้งกำหนดชำระเบี้ย ดาวน์โหลดหนังสือรับรองชำระเบี้ยประกันเพื่อยื่นหักลดหย่อนภาษีประจำปี รวมถึงตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ และแก้ไขที่อยู่หรือเบอร์โทรศัพท์ติดต่อได้ด้วยตนเอง และเพื่อเป็นการตอบแทนการสนับสนุนที่ดีจากลูกค้าที่สมัครใช้บริการ “MY SCBLIFE” ถึงวันที่ 15 ก.พ. 2558 ได้รับสิทธิร่วมลุ้นไอโฟน 6 ทุกสัปดาห์
ขณะที่ จิรเศรษฐ ศุขสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2558 จะเป็นปีที่บริษัทจะจัดเก็บข้อมูลลูกค้าลงสู่ระบบดิจิทัล จากเดิมที่เก็บเป็นไมโครฟิล์มและกระดาษ ซึ่งต้องใช้พื้นที่หลายโกดังในการจัดเก็บ เพราะต้องเก็บไว้ไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากที่กฎหมายดิจิทัลออกมาว่าไม่ต้องใช้หลักฐานที่เป็นกระดาษขึ้นศาลก็ได้ จะทำให้บริษัทประกันเริ่มคิดใหม่ ทำใหม่ เชื่อว่าเกือบทุกบริษัทจะหันมาจัดเก็บข้อมูลลูกค้า และข้อมูลต่างๆ ลงระบบดิจิทัล เพื่อลดต้นทุนในการจัดเก็บเอกสาร และง่ายในการดึงไปใช้
ปัจจุบัน เอไอเอได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาใช้ในการขายประกันชีวิตผ่านระบบ iPoS ที่ตัวแทนขายผ่านอินเทอร์เน็ต มือถือ ไอแพด เชื่อมต่อกับระบบการพิจารณารับประกันภัยของบริษัท โดยสามารถกรอกคำขอผู้เอาประกันภัยลงในระบบและส่งเข้ามาที่บริษัทภายในไม่กี่นาที ทางบริษัทจะอนุมัติได้ในเวลาอันรวดเร็ว และชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้เลย ทำให้บริษัทไม่ต้องใช้พนักงานในการกรอกข้อมูลลูกค้าลงคอมพิวเตอร์อีกครั้ง สามารถใช้พนักงานไปทำงานด้านบริการ การตลาด หรือด้านอื่นๆ
จิรเศรษฐ กล่าวว่า ปัจจุบันมีตัวแทนใช้ระบบ iPoS ในการขายประกัน 2,000 ราย และมีลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตผ่านระบบ iPoS นี้ 25-30% ของเบี้ยใหม่ในปี 2557 และคาดว่าในปี 2558 สัดส่วนการซื้อผ่านออนไลน์จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ สุรชัย ศิริวัลลภ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ มุ่งเน้นพัฒนาแอพพลิเคชั่นการขายประกันบนสมาร์ทโฟน เพราะมองว่าคนไทยใช้โทรศัพท์เกือบ 24 ชั่วโมงยกเว้นช่วงนอน โดยจะเริ่มตั้งแต่การกรอกใบคำขอจนถึงกระบวนการชำระเบี้ยประกันภัย และเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
สำหรับแอพพลิเคชั่นนี้จะเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปที่จะขายให้กับธุรกิจประกันภัย ซึ่งจะสะดวกสำหรับบริษัทที่ไม่มีเงินลงทุนพัฒนาแอพพลิเคชั่นเป็นของตัวเอง นำไปให้กับตัวแทน นายหน้า จะช่วยประหยัดเงินลงทุนและเวลาให้กับบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง
ปี 2557 บริษัทประกันชีวิตเกือบทุกบริษัทได้เริ่มวางโครงสร้างระบบดิจิทัลอย่างจริงจังมาระดับหนึ่งแล้ว และปี 2558 จะเป็นปีที่ต้องเร่งทำให้ “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” สมบูรณ์ เพื่อเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ รองรับการแข่งขันที่รุนแรงและรวดเร็ว







