
วิบูลย์ อุตสาหจิต ลงทุนแบบผสมผสาน
“วิบูลย์ อุตสาหจิต” วัย 50 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) เป็นนักลงทุนที่เริ่มต้นลงทุนหุ้นเมื่อปี 2532 ตั้งแต่ที่ระบบการซื้อขายหุ้นยังเป็นแบบเคาะกระดานซื้อขาย ด้วยทุนเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทจากการที่เพื่อนแนะนำ ฟังแต่คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติ้ง)
“วิบูลย์ อุตสาหจิต” วัย 50 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) เป็นนักลงทุนที่เริ่มต้นลงทุนหุ้นเมื่อปี 2532 ตั้งแต่ที่ระบบการซื้อขายหุ้นยังเป็นแบบเคาะกระดานซื้อขาย ด้วยทุนเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทจากการที่เพื่อนแนะนำ ฟังแต่คำแนะนำจากเจ้าหน้าที่การตลาด (มาร์เก็ตติ้ง)
จากนั้นเริ่มเข้ามาลงทุนใหม่ช่วงปี 2540 หลังกลับมาจากเรียนที่สหรัฐ ด้วยเงิน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่เริ่มต้องกลับมาช่วยงานโรงพิมพ์และเจ้าของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์น และ ไซเบอร์พริ้นท์ กรุ๊ป ของที่บ้าน ทำให้เขาตัดสินใจลงทุนในหุ้นกลุ่มที่คุ้นเคยหรือเข้าใจในธุรกิจอย่าง บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง (APRINT) ซึ่งตอนนั้นราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าของหุ้นที่แท้จริงมาก เก็บจนบริษัทแตกมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) เหลือ 1 บาท
จากนั้นบริษัทก็มีการขยายงานอย่างต่อเนื่อง เปิดร้านนายอินทร์ ขยายจำนวนหัวหนังสืออื่นๆ และนิตยสารอีกมากมาย ถือไว้นานกว่า 3 ปี ถึงจะเริ่มได้รับปันผล เลือกจากสิ่งที่ใกล้ตัว คุ้นเคยในธุรกิจ และอุตสาหกรรม และก็เลือกบริษัทที่ยังอยู่ในอันดับต้นๆ ของอุตสาหกรรม
ต่อมาได้เริ่มเข้าไปลงทุนในหุ้นตัวอื่น โดยจะเน้นตัวที่มีราคาเคลื่อนไหวตามฤดูกาลของธุรกิจ หรืออุตสาหกรรม โดยหุ้นที่เขาสนใจเช่น บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ซึ่งก็ถือไว้และถือเป็นตัวหนึ่งที่ได้รับผลตอบแทนที่ดีจากการจ่ายปันผล และก็มีบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) โดยพอร์ตลงทุนตอนนี้มูลค่าต่ำกว่า 50 ล้านบาท
หุ้นที่จะเข้าไปลงทุนนั้น ต้องมีพื้นฐานของธุรกิจที่ดี เป็นธุรกิจที่เป็นอันดับต้นๆ ในอุตสาหกรรม และยังมองว่าอย่างน้อยหากได้กำไร 10% ก็ถือว่าเป็นระดับที่น่าพอใจแล้ว
“ผมถือหุ้นไว้ไม่เกิน 10 ตัว และส่วนใหญ่ก็จะมีปันผล มีวงจร หรือรอบของธุรกิจที่จะเข้าตอนที่อยู่ในช่วงโลว์ซีซั่นก่อนที่จะกลับขึ้นไปไฮซีซั่น หรือลงทุนในหุ้นที่ตามกระแสที่เป็นข่าวบ้าง ดังนั้นถือเป็นผู้ลงทุนที่ลงทุนแบบผสมผสานที่มีทั้งการลงทุนในระยะยาวแบบนักลงทุนวีไอ และรอผลตอบแทนจากเงินปันผล แต่ขณะเดียวกันก็ลงทุนแบบระยะสั้นตามกระแส และก็จะมีจุดที่ไว้ขายตัดขาดทุนเมื่อราคาลงไป 30 %” วิบูลย์กล่าว
นอกจากนั้น ยังลงทุนเรื่องอสังหาริมทรัพย์ เพราะต้องหาทำเลในการขยายสาขาสปาอยู่แล้ว เรื่องอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ช่วยทำให้สามารถลงทุนอะไรที่ยาวนาน หรือมั่นคงมากขึ้น หลายครั้งก็เก็บที่ไว้ 2-3 ปี บ้าง ราคาขึ้นไป 100% ก็ขาย จาก 7 ล้านเป็น 14 ล้าน หรือบางแห่งถือไว้ 5-6 ปี จาก 7.5 ล้านเป็น 24 ล้านบาท







