
สิ่งที่ควรทำช่วงปลายปี ตอนที่ 1
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงปลายปีแล้ว ปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงแห่งความสุขสันต์ เนื่องจากมีวันหยุดยาวและเทศกาลต่างๆ
ช่วงนี้ก็เป็นช่วงปลายปีแล้ว ปกติช่วงนี้จะเป็นช่วงแห่งความสุขสันต์ เนื่องจากมีวันหยุดยาวและเทศกาลต่างๆ และเป็นช่วงที่คนพยายามจะรีบเคลียร์งานที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้นไป มีงานเลี้ยง ปาร์ตี้ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ หรือกระทั่งคริสต์มาสที่คนไทย ถึงแม้ไม่ใช่คริสต์ศาสนิกชน ก็ยังขอร่วมแจมเฮฮาไปกับเขาด้วย แต่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมอยากให้ท่านผู้อ่านทำกัน ซึ่งผมเองก็จะทำอยู่เป็นประจำช่วงปลายปี คือ
1.ทบทวนสิ่งที่เราทำไปตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันว่า เราได้ทำสิ่งดีๆ หรือสิ่งไม่ดีกับตัวเอง ครอบครัว เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน สังคมไทย และโลกอย่างไรบ้าง โดยยึดหลัก เอาใจเขามาใส่ใจเรา สิ่งใดที่ดีก็จะนำไปปฏิบัติต่อในปีหน้า สิ่งที่ไม่ดีก็ต้องหาทางปรับปรุงให้ดีขึ้น ส่วนในด้านการลงทุน ผมก็มักจะทบทวนดูว่า การลงทุนในปีนั้นๆ ได้ผลตอบแทนเป็นอย่างไร หุ้นหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ลงทุนไปมีรายการไหนที่ตัดสินใจถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไร โดยเปรียบเทียบกับอัตราอ้างอิง โดยหุ้นผมจะใช้ดัชนีหุ้นไทยเป็นหลัก บวกกับอัตราเงินปันผล ซึ่งผมมักจะตีคร่าวๆ ว่ามีค่าเท่ากับ 3%
ซึ่งก็จะคำนึงถึงสภาพตลาดหุ้นและกลุ่มของหุ้นที่ผมลงทุนประกอบด้วย และจุดมุ่งหมายที่ตัดสินใจลงทุนตั้งแต่แรกว่าคิดอย่างไร และเป็นไปตามที่คิดไหม ส่วนอสังหาริมทรัพย์ ผมจะดูจากผลตอบแทนที่ได้รับ และความรวดเร็วในการขาย
2.ทบทวนหนี้สิน (ถ้ามี) ว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากอะไรบ้าง และอัตราดอกเบี้ยสูงต่ำอย่างไร โดยพยายามที่จะไม่ก่อหนี้เพื่อสินค้าที่เสื่อมมูลค่าได้ง่าย เช่น รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ ปัจจุบันนี้ธุรกิจผ่อนสินค้ารุกไปถึงเครื่องสำอางและทัวร์แล้ว ผมไม่เข้าใจคนที่ซื้อสินค้าเหล่านี้ด้วยเงินผ่อนคิดอย่างไร โดยเฉพาะเครื่องสำอางและทัวร์ ซึ่งเป็นสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็นกับชีวิตเลย ซึ่งอัตราดอกเบี้ยประเภทสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก ประมาณกว่า 20% ต่อปี การที่ท่านจะลงทุนให้ได้ผลตอบแทนในระดับนั้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว
วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนที่มีชื่อเสียงระดับโลก ยังทำผลตอบแทนได้ประมาณกว่า 20% เท่านั้น ยกเว้นแต่ท่านมีเงินมากพออยู่แล้ว อยากซื้อมาใช้ หรืออยากไปเที่ยว อย่างนั้นไม่ว่ากัน ส่วนคนที่เป็นหนี้ ควรจะพยายามลดและล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงที่สุดไปก่อน ส่วนมากมักจะเป็นสินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล หลังจากล้างหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงไปหมดแล้วค่อยมาเปรียบเทียบดูว่า ระหว่างคงหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำ กับมีเงินเหลือนำไปลงทุนในทรัพย์สินที่คาดหวังผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ 1.50-2 เท่าเป็นต้นไป หรือจะไปล้างหนี้ให้หมดเสียก่อน แล้วค่อยคิดที่จะลงทุน นั่นคงแล้วแต่ Risk Appetite ของแต่ละท่านและความเชื่อมั่นของทรัพย์สินที่จะลงทุนว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนตามที่คาดหวัง และควรตั้งสัตย์ปฏิญาณตนว่าจะไม่ก่อหนี้สินเพื่อซื้อสินค้าที่เสื่อมมูลค่าได้ง่ายดังกล่าวอีก ยกเว้นการก่อหนี้เพื่อซื้อสินทรัพย์ที่จะทวีมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป เช่น บ้านหรือคอนโดไว้อาศัยอยู่เอง หรือเพื่อปล่อยเช่า แต่ควรที่จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าไม่ต่ำกว่า 5-6% ถ้าอย่างนี้ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับ เพราะว่าท่านจะประหยัดค่าเช่าบ้าน และไม่ว่าท่านจะจ่ายค่าเช่าไปกี่สิบปี ท่านก็ไม่มีวันที่จะได้เป็นเจ้าของ ในขณะที่ถ้าท่านผ่อนบ้านหรือคอนโดกับธนาคาร ภายใน 20-30 ปี แล้วแต่ระยะเวลาที่ท่านกู้ ในที่สุดท่านก็จะได้เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ชิ้นนั้น และราคาก็คงจะมีมูลค่ามากกว่าราคาที่ท่านซื้อไว้ กำไรทั้งได้อยู่อาศัยและมูลค่าที่สูงขึ้น
3.คำนวณรายได้ทั้งปี เพื่อที่จะซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) ซึ่งท่านสามารถที่จะซื้อได้ไม่เกินอย่างละ 15% ของรายได้ และไม่เกิน 5 แสนบาท สำหรับแต่ละอย่าง ซึ่งกองทุนเหล่านี้ท่านสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ยิ่งท่านที่มีฐานภาษีที่สูง ยิ่งประหยัดภาษีได้มาก จริงๆ แล้ววิธีซื้อกองทุนดังกล่าว ท่านควรจะซื้อแบบ Dollar Cost Average (DCA) ซึ่งหมายถึงการซื้อกองทุนเป็นจำนวนเงินเท่ากันในวันเดียวกันของทุกเดือน บางท่านชอบลงทุนโดยดูช่วงจังหวะ ซึ่งผมคิดว่าโอกาสที่ท่านจะลงทุนได้ถูกจังหวะไม่ใช่เรื่องง่าย ผมเห็นเซียนหลายคนตกม้าตายเรื่องจังหวะมานักต่อนักแล้ว ปัจจุบันกองทุนมีบริการตัดบัญชีธนาคารรายเดือน วิธีนี้ช่วยให้ผู้ลงทุนไม่จำเป็นต้องดูว่าตลาดขึ้นหรือลง เท่ากับว่าท่านซื้อหน่วยลงทุนดังกล่าวได้ในราคาเฉลี่ยที่ต่ำนั่นเอง ผลดีก็คือ ถ้าหุ้นขึ้น เราก็จะได้จำนวนหน่วยลงทุนน้อยลง ถ้าหุ้นลงเราก็จะได้จำนวนหน่วยลงทุนมากขึ้น และบริษัทหลักทรัพย์จดทะเบียนกองทุน (บลจ.) ส่วนใหญ่มักจะมีโปรโมชั่นพร้อมกับของแถมให้กับผู้ลงทุนแบบนี้ด้วย หรือถ้ายอดถือครองกองทุนของ บลจ. ในสถาบันการเงินบางแห่งรวมแล้วมากกว่า 3-10 ล้านบาทขึ้นไป ท่านจะกลายเป็นลูกค้าอภิสิทธ์ จะได้รับ Non-Money benefit
มากมาย เช่น ตรวจสุขภาพประจำปีฟรี ใช้บริการฟิตเนสหรือห้องรับรองฟรี ฯลฯ ปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ มีผู้เชี่ยวชาญ พร้อมที่จะให้คำแนะนำแก่ท่านอยู่แล้ว
4.ซื้อประกันชีวิตที่มีระยะเวลาความคุ้มครอง 10 ปีขึ้นไป ซึ่งท่านสามารถนำเงินที่จ่ายค่าเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 1 แสนบาทเลยทีเดียว







