
Another Black Monday
วันจันทร์ที่ผ่านมากลายเป็น แบล็ก มันเดย์ สำหรับตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นตกแบบดิ่งพสุธาเลยทีเดียว คือลงมาถึง 1,375.99 จุด คิดเป็น 9.17% แต่ยังดีที่เด้งกลับมาช่วงบ่าย ทำให้ตอนปิดตลาด SET Index ปิดที่ 1,478.49 ลงไป 36.46 จุด คิดเป็น 1.41% เท่ากับเด้งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดถึง 103.50 จุด คิดเป็น 7.45% จากข่าวลือต่างๆ เข้ามามากมาย
วันจันทร์ที่ผ่านมากลายเป็น แบล็ก มันเดย์ สำหรับตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นตกแบบดิ่งพสุธาเลยทีเดียว คือลงมาถึง 1,375.99 จุด คิดเป็น 9.17% แต่ยังดีที่เด้งกลับมาช่วงบ่าย ทำให้ตอนปิดตลาด SET Index ปิดที่ 1,478.49 ลงไป 36.46 จุด คิดเป็น 1.41% เท่ากับเด้งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดถึง 103.50 จุด คิดเป็น 7.45% จากข่าวลือต่างๆ เข้ามามากมาย
แต่ผมเชื่อว่าเราจะไม่เห็นราคาหุ้นหรือตลาดตกแรงๆ เป็นร้อยจุดอีกในระยะอันใกล้นี้ ถ้าไม่มีข่าวร้ายแรงสาหัสจริงๆ เพราะว่าลูกค้าที่กู้เงินมาเพื่อซื้อขายหุ้น (มาร์จิ้น) ก็ถูกบังคับขายไปมากแล้ว และโปรแกรมซื้อขายที่ตั้งไว้ก็ถูก Execute ไปเมื่อวันจันทร์แล้ว โปรแกรมที่ตั้งค่าใหม่ก็จะต้องต่ำลงไปกว่านี้มาก กอปรกับราคาหุ้นหลายๆ ตัวได้ลงมาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐานมากแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นเราก็ลงมามากกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทำให้ค่าสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ตลาดที่เคยสูงในช่วงก่อน ก็เริ่มต่ำลงอยู่ในระดับที่ไม่แพงแล้วเมื่อเทียบเพื่อนบ้าน
โอกาสที่จะเห็นฝรั่งขายหนักๆ ก็น่าจะไม่มากแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ ประเทศไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าในสัดส่วนที่สูงมาก การที่ราคาน้ำมันตกลงอย่างมากในช่วงนี้ ผลกระทบรวมๆ ที่เกิดขึ้นกับเราน่าจะได้ผลลัพธ์ในแง่บวก โดยเฉพาะกลุ่มสายการบิน เดินเรือ โดยเฉพาะสายการบินที่ไม่ได้ทำการป้องกันราคาน้ำมันล่วงหน้าไว้ จะได้รับผลประโยชน์เต็มๆ เลยทีเดียว หรือกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต้องใช้พลังงานจากน้ำมัน หรือใช้น้ำมันหรือผลิตภัณฑ์จากน้ำมันเป็นวัตถุดิบก็จะมีต้นทุนที่ต่ำลง
กลุ่มท่องเที่ยวอาจจะได้รับผลกระทบบ้าง เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มสำคัญอันดับที่ 3 ปี 2556 ปัจจุบันราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกก็ตกต่ำลงอย่างมาก ทำให้นักท่องเที่ยวรัสเซียออกเดินทางมาเที่ยวต่างประเทศ รวมทั้งเข้ามาเที่ยวในไทยน่าจะน้อยลงไปด้วย เพราะว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางและท่องเที่ยวจะแพงขึ้นในสายตาของชาวรัสเซีย
แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งแรงขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินรูเบิล ก็พลอยทำให้ค่าใช้จ่ายต่างๆ เริ่มไม่ถูก และจากเศรษฐกิจของรัสเซียเองที่อ่อนแอลง ก็มีส่วนทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียน้อยลง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยคงต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย นักลงทุนคงต้องดูว่ากลุ่มโรงแรมไหนที่มีลูกค้าเป็นนักท่องเที่ยวรัสเซีย ก็คงต้องเปลี่ยนไปในกลุ่มโรงแรมอื่น
นอกจากนั้น กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีรวมกันแล้วมีน้ำหนักต่อ Set Index ค่อนข้างมาก ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่สะท้อนความเป็นไปของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง พอหุ้น 2 กลุ่มนี้ราคาตกลงมาก ก็พลอยทำให้ Set Index ตกลงมากตามไปด้วย ทำให้นักลงทุนแห่เทขายหุ้นกลุ่มต่างๆ ตามไปด้วย ที่น่าแปลกใจก็คือ กลุ่มสายการบินที่เมื่อวานช่วงที่ลงหนักๆ หุ้นกลุ่มนี้หลายตัวก็ลงไปเกิน 10%เสียด้วย ทั้งๆ ที่น่าจะได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่ลดลง ผมเชื่อว่าจากนี้ถึงสิ้นปีน่าจะไม่เห็น Set Index ต่ำกว่า 1,400 จุดแล้ว จาก
1) เงินที่จะไหลเข้ามา 2 สัปดาห์สุดท้าย ใน LTF และ RMF
2) Trigger Funds ที่กำลังจะตั้งขึ้นมาในเร็วๆ นี้
3) นักลงทุนมาร์จิ้น โดย Force Sell ไปมากแล้ว
4) Trading Program ที่ตั้งค่าไว้ต่ำกว่าปัจจุบันมาก ซึ่งไม่น่าจะมีโอกาสที่จะ Execute ได้ง่าย
5) ราคาหุ้นลงมามากแล้ว ทำให้ความรู้สึกว่าหุ้นไทยแพงเพิ่มหมดไป
6) อัตราการเติบโคของกำไรของบริษัทจดทะเบียนปีหน้าประมาณ 13% ซึ่งสูงกว่าปีนี้มาก
7) GDP ไทยจะโตเฉลี่ย 4-4.5% ในขณะที่ปีนี้อาจจะไม่ถึง 1%
8) Window Dressing ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี







