‘ทีพนา’ ตำนานแห่งขุนเขา สุดยอดชาเมืองน่าน
"เมี่ยงคือวิถีชีวิต ชาคือเศรษฐกิจ ป่าคือตัวเชื่อมให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน" เจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ผืนป่าดอยหลวง
"เมี่ยงคือวิถีชีวิต ชาคือเศรษฐกิจ ป่าคือตัวเชื่อมให้ทั้งสองอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน" เจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ผืนป่าดอยหลวง พื้นที่สำคัญในการปลูกชาเมี่ยง พืชดั้งเดิมที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมาสู่ลูกหลานของชุมชนบ้านศรีนาป่านและบ้านตาแวน ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เรือง อ.เมือง จ.น่าน สองหมู่บ้านเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานอายุร่วม 400 ปี
ผู้คนที่นี่อพยพมาตั้งถิ่นฐานจากแคว้นสิบสองปันนา สิบสองจุไท และได้มีการนำเอาเมล็ดเมี่ยง ซึ่งเป็นชาพื้นเมืองที่มีต้นตระกูลมาจากประเทศอินเดีย และเป็นชาชนิดเดียวกันกับชาอัสสัม โดยสมัยก่อนชาวภาคเหนือเอาไว้ใช้ขบเคี้ยวรับประทานเป็นของว่างแก้ง่วง ไปจนถึงใช้เป็นเครื่องบรรณาการให้แก่เจ้าผู้ครองนคร อีกทั้งยังสามารถนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงกับอาหารพื้นเมืองของชาวเหนืออีกด้วย
บุญทวี ทะนันชัย ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์ชาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ศรีนาป่าน-ตาแวน ได้เล่าถึงความสำคัญของชาเมี่ยงว่า ต้นเมี่ยงคือวิถีชีวิตของคนในชุมชน ส่วนใหญ่จะถูกแปรรูปเป็นเมี่ยงโบราณที่เอามานึ่ง หมัก รับประทานคู่กับขิงและหอมดอง อีกส่วนหนึ่งนำมาแปรรูปเป็นชา โดยจะเก็บยอดอ่อน 1 ยอด มี 2 ใบ หนึ่งใบให้รส อีกใบให้กลิ่นและสี
สำหรับในพื้นที่ของ ต.เรือง ทั้งหมดปลูกประมาณ 5,000 ไร่ แต่ในส่วนของชุมชนศรีนาป่าน-ตาแวน ปลูกชาเมี่ยงไม่ต่ำกว่า 3,000 ไร่ วิธีการปลูกถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคของบรรพบุรุษ จะไม่ได้มีการเปิดป่า ตัดต้นไม้ ต้นชาจะอาศัยอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่แบบพึ่งพากันและกัน ชาเมี่ยงถึงจะเจริญเติบโตได้ดี
เมื่อมีพื้นที่ตรงไหนว่างชาวบ้านก็จะหยอดเมล็ดไว้ตรงนั้น แล้วปล่อยให้เจริญเติบโตโดยธรรมชาติ ไม่มีการใส่ปุ๋ย ไม่ใช้ยา ชาที่ได้จึงเป็นชาออร์แกนิกที่ปลอดภัยไร้สารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์
จากสภาพพื้นที่ที่เป็นเชิงเขา มีความอุดมสมบูรณ์ของป่า เป็นศูนย์รวมของพืชพรรณไม้หลากหลายชนิด จึงกลายเป็นผืนป่าเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยชาวบ้านจะมีการจัดกิจกรรมดูแลรักษาป่าไม้ เป็นประเพณีการสืบชะตาคนและป่าห้วยหลวง ซึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรมในอดีตของชาวล้านนาได้เป็นอย่างดี จากเส้นทางชาเมี่ยงสู่ชาอัสสัมปัจจุบัน ชาวบ้านได้มีการรวมกลุ่มเป็น
“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผลิตภัณฑ์ชาและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ศรีนาป่าน-ตาแวน” เพื่อแปรรูปชาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาสู่ตลาดสากลให้เป็นเครื่องดื่มสุขภาพ โดยคัดสรรจากยอดชาธรรมชาติ กลายเป็น “ทีพนา” ชาออร์แกนิกขึ้นชื่อของ จ.น่าน ซึ่งคำว่า “ทีพนา” มาจาก “ที (Tea)” ในภาษาอังกฤษที่แปลว่า ชา และ “พนา” มาจากพนาไพร แปลว่า ป่า
ชาชนิดนี้มักจะเรียกกันอยู่ 5 ชื่อ คือ ชาอัสสัม ชาเมี่ยง ชาฮูเอ้อ ชาพันธุ์พื้นเมือง และชาป่า โดยชาชนิดนี้จะมีสรรพคุณในการช่วยลดคอเรสเตอรอล แก้อาการหอบหืด แก้กระหาย ช่วยในการย่อยอาหาร สามารถลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็ง ช่วยขับปัสสาวะ และชะล้างสารพิษในร่างกายได้
ด้วยเหตุนี้ทางสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เข้ามาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ชาและส่งเสริมให้เป็นชาที่มีคุณภาพ โดยมองเห็นความสำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์ชาว่ามีความเป็นเอกลักษณ์จากวิถีชีวิตของคนในชุมชน ควรแก่การยกระดับมาตรฐานการผลิตออกสู่ตลาดโลกด้วยระบบคุณภาพ สามารถเป็นสินค้าที่จะก้าวสู่ความเป็นสากล ในการเสริมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่อุตสาหกรรมอาหาร และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คุณค่าอาหารของไทย
“สถาบันอาหารเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับเราในกระบวนการผลิตทั้งหมด เราเป็นกลุ่มผลิตที่มาจากชาวบ้าน เพราะฉะนั้นเรื่ององค์ความรู้ที่จะทำสินค้าขึ้นมา เราไม่มีมาตรฐานที่จะมาสร้างมูลค่าให้กับสินค้าของเราเอง เนื่องจากว่าของเราเป็นออร์แกนิกอยู่แล้ว แต่ว่าจะมาทำให้สินค้าของเราผ่านมาตรฐานนั้นที่ผ่านมาเราทำไม่เป็น ชาเป็นพืชที่อ่อนไหวมาก ซึมซับสิ่งปนเปื้อนได้ง่ายที่สุด การระมัดระวังเรื่องอุณหภูมิเราต้องดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งทางสถาบันอาหารก็เข้ามาช่วยดูแลทั้งหมด รวมถึงช่วยสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณด้วยครับ” บุญทวี กล่าว
ส่วนทางด้าน เพ็ชร ชินบุตร ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีนี้ผลิตภัณฑ์ชา “ทีพนา” ออกมาแล้วจะหวือหวาและเป็นที่ชื่นชอบมาก การเข้าร่วมโครงการ Thailand Food Forward กับทางสถาบันอาหารนั้น ก็เข้าไปพัฒนาให้ถูกตามมาตรฐานสากล รสชาติทุกอันที่ผลิตจะเหมือนเดิม แต่จะมีมาตรฐานระดับโลก
ที่ผ่านมาได้นำไปเทสต์ที่อเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย ก็ได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี ในปีหน้าชา “ทีพนา” จะถูกส่งไปจัดแสดงที่โครงการอาหารระดับโลก ประเทศเยอรมนี ถือเป็นตัวอย่างวิสาหกิจที่เขามองไม่เห็นโอกาส แต่สถาบันอาหารก็จะเข้าไปช่วยยกระดับทำให้มูลค่าเหล่านี้เกิดขึ้น
นอกจากนั้น ชาพื้นเมืองที่เลื่องชื่อของเมืองน่านแห่งนี้ ก็ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเชิญผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์วิจัยชา รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย มาแลกเปลี่ยนความรู้ และมีการสั่งชา “ทีพนา” ไปขายที่ร้านภูฟ้าทุกๆ สาขาในกรุงเทพฯ และพระองค์ยังรับสั่งให้ชาวบ้านดูแลพันธุ์ชาให้ดีที่สุด
เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ มีความหอม มีรสชาติที่แตกต่าง จึงเกิดสโลแกนที่ว่า “ดื่มชาทีพนาเท่ากับรักษาป่าเป็นหมื่นไร่” เพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานสืบต่อไป
สามารถติดตามชม “ทีพนา” สุดยอดชาเมืองน่าน ได้ในรายการ "ธุรกิจติดดาว" ทาง ททบ.5 เวลา 14.30-15.00 น. วันศุกร์ที่ 19 ธ.ค.นี้


