
หักลดหย่อนบุตร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
ใกล้ปลายปีแล้ว ใครยังไม่ได้ซื้อ RMF, LTF, ประกันชีวิต หรือประกันบำนาญ ก็คงต้องรีบหน่อยแล้วนะ ไม่งั้นเลยสิ้นปีไปก็จะอด หมดสิทธิสำหรับการลดหย่อนปีนี้ไปนะ เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เกณฑ์ในการรับรู้เงินได้ใช้เกณฑ์เงินสด คือเงินสดรับเกิดปีไหนถือเป็นเงินได้ปีนั้น เงินสดจ่ายเกิดปีไหนถือเป็นรายจ่ายปีนั้น เงินที่เราจ่ายเพื่อซื้อไม่ว่าจะเป็น RMF, LTF, ประกันชีวิต หรือประกันบำนาญ ซื้อปีไหนก็จะถือเป็นค่าลดหย่อนปีนั้น ไม่สามารถเอายอดซื้อปีหน้ามาเป็นค่าลดหย่อนในปีนี้ได้
ใกล้ปลายปีแล้ว ใครยังไม่ได้ซื้อ RMF, LTF, ประกันชีวิต หรือประกันบำนาญ ก็คงต้องรีบหน่อยแล้วนะ ไม่งั้นเลยสิ้นปีไปก็จะอด หมดสิทธิสำหรับการลดหย่อนปีนี้ไปนะ เพราะภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เกณฑ์ในการรับรู้เงินได้ใช้เกณฑ์เงินสด คือเงินสดรับเกิดปีไหนถือเป็นเงินได้ปีนั้น เงินสดจ่ายเกิดปีไหนถือเป็นรายจ่ายปีนั้น เงินที่เราจ่ายเพื่อซื้อไม่ว่าจะเป็น RMF, LTF, ประกันชีวิต หรือประกันบำนาญ ซื้อปีไหนก็จะถือเป็นค่าลดหย่อนปีนั้น ไม่สามารถเอายอดซื้อปีหน้ามาเป็นค่าลดหย่อนในปีนี้ได้
ทีนี้มาถึงค่าลดหย่อนอันหนึ่งที่หลายคนใช้สิทธิกันอยู่ แต่อาจยังงงๆ ในเงื่อนไขบางอย่าง ค่าลดหย่อนที่เราจะคุยกันวันนี้ คือ การหักลดหย่อนบุตร
การหักลดหย่อนบุตรตามกฎหมายให้หักสำหรับบุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย โดยมีเงื่อนไขว่า
– ให้หักลดหย่อนบุตรคนละ 15,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 3 คน และให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกิน 25 ปี และยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัยหรือชั้นอุดมศึกษาเฉพาะภายในประเทศให้ลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ 2,000 บาท หรือ
– เป็นผู้เยาว์หรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู
สรุปก็คือ ถ้าบุตรยังเรียนหนังสือในประเทศ หักได้คนละ 17,000 บาท และหักได้จนกว่าบุตรถึงอายุ 25 ปี แต่ถ้าบุตรไม่ได้เรียนหนังสือ หักได้แค่ 15,000 บาท และหักได้เฉพาะตอนที่บุตรเป็นผู้เยาว์เท่านั้น คือ อายุไม่เกิน 20 ปี เว้นแต่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู ก็หักลดหย่อนได้เรื่อยๆ ไม่กำหนดอายุ
เงื่อนไขข้อหนึ่งที่หลายคนไม่ทราบ คือ ไม่ให้หักลดหย่อนสำหรับบุตรที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้ดังกล่าวต้องไม่ใช่เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 ให้ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ สรุป คือ ถ้าปีไหนลูกมีเงินได้ 15,000 บาทขึ้นไป โดยเงินได้ดังกล่าวต้องไม่ใช่เงินได้ที่ได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 ให้ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ปีนั้นเราก็จะไม่สามารถหักลดหย่อนลูกได้ ถ้าปีถัดไปลูกมีเงินได้ไม่ถึง 15,000 บาท ก็หักลดหย่อนลูกได้เหมือนเดิม
เงื่อนไขอีกข้อ คือ การนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของบุตร โดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย ดังนั้น ถ้ามีบุตรที่ยังมีชีวิตอยู่และไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิหักลดหย่อน ก็อาจทำให้พ่อแม่ไม่สามารถหักลดหย่อนบุตรได้ครบ 3 คน ตามกฎหมาย ตัวอย่างเช่น มีบุตร 4 คน คนโตอายุ 30 ปี คนที่สองอายุ 22 ปี เรียนอยู่มหาวิทยาลัย คนที่สามอายุ 18 ปี เรียนอยู่มัธยมปลาย คนสุดท้องอายุ 3 เดือน กรณีนี้พ่อแม่จะหักลดหย่อนได้แค่ 2 คน เพราะเมื่อนับเรียงตามอายุ คือ คนโต คนที่สอง คนที่สาม ปรากฏว่าพ่อแม่ไม่มีสิทธิหักลดหย่อนคนโต เพราะอายุเกิน 25 ปี เลยเสียสิทธินี้ไปฟรีๆ คงหักได้เฉพาะคนที่สองและคนที่สามเท่านั้น
เรื่องการศึกษา ก็มีคนสงสัย ถ้าลูกอยู่เนิร์สเซอรี่สามารถนำมาหักลดหย่อนลูกและการศึกษาลูกได้หรือไม่
คำตอบคือ หักลดหย่อนลูก 15,000 บาท หักได้ แต่การหักลดหย่อนเพื่อการศึกษาของลูกจำนวน 2,000 บาท จะต้องเป็นการศึกษากับโรงเรียนหรือสถานศึกษาในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาของทางราชการหรือเอกชน ตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นอุดมศึกษา และหากศึกษาอยู่ในชั้นอุดมศึกษา (อนุปริญญาขึ้นไป รวมถึงหลักสูตรเนติบัณฑิต) ต้องมีอายุไม่เกิน 25 ปี ดังนั้น ลูกที่อยู่เนิร์สเซอรี่จึงสามารถหักลดหย่อนในฐานะลูกได้ 15,000 บาท แต่ไม่สามารถหักลดหย่อนเพื่อการศึกษาลูกจำนวน 2,000 บาท ได้ ตามมาตรา 47(1)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร
อีกคำถามก็คือ สมมติลูกเพิ่งจบการศึกษาระหว่างปีและไม่มีเงินได้ พ่อแม่สามารถหักลดหย่อนลูกในปีนั้นได้หรือไม่
คำตอบ คือ ได้ครับ แม้ว่าในปีนั้นลูกจะไม่ได้อยู่ระหว่างการศึกษาตลอดทั้งปีภาษีก็ตาม
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ SathitBovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







