
พัฒนาผลิตภัณฑ์นม จากความสำเร็จเวียดนาม
ความสำเร็จในระดับที่ยอดเยี่ยมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมชาวเวียดนาม ที่สามารถเพิ่มผลผลิตด้วยกระบวนการทำงานอย่างยั่งยืน
โดย...เสาวลักษณ์ ขันกสิกรรม
ความสำเร็จในระดับที่ยอดเยี่ยมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมชาวเวียดนาม ที่สามารถเพิ่มผลผลิตด้วยกระบวนการทำงานอย่างยั่งยืน และการใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่า เป็นเสมือนแนวทางการพัฒนางานอันสำคัญที่เกษตรกรชาวมาเลเซียให้ความสนใจ เพื่อนำวิธีการทำงานอันแสนจะยอดเยี่ยมนี้มาปรับใช้ในภาคเกษตรกรรมของประเทศ
บริษัทอุตสาหกรรม ดัตช์ เลดี้ มิลค์ ผู้ผลิตน้ำนมรายสำคัญของแดนเสือเหลือง จึงตัดสินใจจะพัฒนาคุณภาพและเพิ่มผลผลิตให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตนเอง ด้วยการเดินทางไปศึกษาดูงานกับเกษตรกรท้องถิ่นถึงเมืองโฮจิมินห์ของเวียดนาม โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนรู้วิธีการที่เกษตรกรเวียดนามใช้สำหรับดูแลสัตว์เลี้ยง และการบริหารจัดการฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหาร การดูแลรักษาสัตว์จากสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการผลิตน้ำนมดิบด้วย
เอสพี ชิง ผู้จัดการโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นม ดัตช์ เลดี้ เดลี่ (ดีดีพี) อธิบายการดำเนินงานในโครงการดีดีพีผ่านทางเว็บไซต์ เดอะ สตาร์ ออนไลน์ สื่อของมาเลเซีย ว่า บริษัทอุตสาหกรรม ดัตช์ เลดี้ มิลค์ ให้ความสำคัญในการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์นมในระยะยาวให้เพียงพอต่อความต้องการ ผ่านการริเริ่มโครงการดีดีพีดังกล่าว
“บริษัทให้ความสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรท้องถิ่น ในการเพิ่มผลผลิตสำหรับน้ำนมดิบ ทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณ รวมทั้งการสร้างความมั่นใจว่า การผลิตน้ำนมของดัตช์ เลดี้ มาเลเซีย จะดำเนินไปอย่างยั่งยืน” ชิง กล่าว
นอกจากนี้ ชิง ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ตั้งแต่ปี 2008 ดัตช์ เลดี้ มาเลเซีย ร่วมมือกับกรมสัตวแพทย์ (ดีวีเอส) เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมท้องถิ่น และสถานทูตเนเธอร์แลนด์ เพื่อปรับปรุงกระบวนการผลิตน้ำนมในประเทศ
ทั้งนี้ โครงการดีดีพีนี้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนางานของเกษตรกรชาวเวียดนามมานับตั้งแต่ปี 1996 แล้ว ผ่านการดำเนินงานของบริษัท ฟรายสแลนด์คัมปินา เวียดนาม ด้วยการสร้างเครือข่ายฟาร์มโคนมกว่า 4,800 แห่ง โดยสร้างโอกาสให้เกษตรกรชาวมาเลเซียได้เข้ามาศึกษาดูงาน เพื่อเรียนรู้และสร้างทักษะความเชี่ยวชาญในการทำงาน ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์นม ดัตช์ เลดี้ เดลี่
ซาคาเรีย อับดุล ราห์มาน หนึ่งในเกษตรกรชาวมาเลเซีย ที่เดินทางไปศึกษาดูงานภายใต้โครงการดีดีพี แสดงความชื่นชมว่าเกษตรกรชาวเวียดนามมีระเบียบวินัยในการทำงานมาก สามารถส่งนมไปยังศูนย์ควบคุมคุณภาพนมภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมงหลังรีดนม ซึ่งช่วยให้นมที่ส่งไปยังศูนย์ดังกล่าวยังสด ใหม่และเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดส่งนมในมาเลเซียที่ใช้เวลามากถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายสำคัญที่เกษตรกรแดนเสือเหลืองต้องปรับปรุงแก้ไข
นอกจากนั้น ราห์มาน ยังเพิ่มเติมด้วยว่า ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างเกษตรกรชาวเวียดนามและมาเลเซีย คือแรงงานที่ใช้ในการผลิต เนื่องจากมาเลเซียมักจ้างแรงงานที่มีทักษะต่ำเข้ามาทำงาน ขณะที่ชาวเวียดนามมักจะใช้แรงงานในครอบครัวเป็นกำลังหลักในการทำงานภายในฟาร์ม
ดาโต๊ะ เปรูมอล ราจู จากสมาคมอโกบิซ ในมะละกา ยังตั้งข้อสังเกตถึงผลพลอยได้จากฟาร์มโคนมในเวียดนามด้วยว่า เกษตรกรชาวเวียดนามรู้จักเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า เพราะนอกจากจะนำมูลสัตว์ไปทำปุ๋ยแล้ว ยังผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ ซึ่งน่าส่งเสริมให้เกษตรกรมาเลเซียทำเพื่อลดค่าใช้จ่าย
ด้านศักยภาพในการเติบโตนั้น ราจู กล่าวเสริมว่า ฟาร์มในเวียดนามมีศักยภาพที่จะขยายตัวมากกว่าธุรกิจในครอบครัวไปสู่ธุรกิจเชิงพาณิชย์ในอนาคตได้ จากทักษะและประสบการณ์ผ่านรุ่นสู่รุ่น ทั้งเรื่องบริหารจัดการฟาร์ม การเลี้ยงโคและการเพิ่มผลผลิต รวมถึงเรื่องด้านสุขอนามัยด้วย
การศึกษาดูงานดังกล่าว เป็นเสมือนมาตรวัดให้เกษตรกรมาเลเซียกลับมาปรับปรุงการดำเนินงานของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบโลจิสติกส์ รวมถึงการนำเครื่องมือที่ทันสมัยมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตและจัดเก็บน้ำนมของเกษตรกรในท้องถิ่น เพื่อช่วยปรับปรุงรายได้แก่ผู้เลี้ยงโคนมในประเทศ







