
ให้เป็นหนี้ หนีดีกว่า
อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมมาชักชวนให้พวกเราที่ไปกู้หนี้ยืมสินทั้งหลายหนีหนี้ ถ้าเราเป็นหนี้ใครเราก็ต้องรับผิดชอบชดใช้หนี้ครับ เราทุกคนรู้กันอยู่เต็มอกว่า เป็นหนี้ก็ต้องเสียดอก และดอกเบี้ยก็ไม่ถูกอย่างดอกเบี้ยเงินฝากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน คือกู้ 1 แสนบาท เอาแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียวต้องจ่าย 2-3 หมื่นบาท แค่ 20-30% ต่อปี ยังว่าแพงเลย แล้ว 20-30% ต่อเดือน ลูกหนี้จะมีปัญญาหาเงินมาจ่ายได้ยังไง
อย่าเข้าใจผิดนะครับว่าผมมาชักชวนให้พวกเราที่ไปกู้หนี้ยืมสินทั้งหลายหนีหนี้ ถ้าเราเป็นหนี้ใครเราก็ต้องรับผิดชอบชดใช้หนี้ครับ เราทุกคนรู้กันอยู่เต็มอกว่า เป็นหนี้ก็ต้องเสียดอก และดอกเบี้ยก็ไม่ถูกอย่างดอกเบี้ยเงินฝากด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 20-30% ต่อเดือน คือกู้ 1 แสนบาท เอาแค่ดอกเบี้ยอย่างเดียวต้องจ่าย 2-3 หมื่นบาท แค่ 20-30% ต่อปี ยังว่าแพงเลย แล้ว 20-30% ต่อเดือน ลูกหนี้จะมีปัญญาหาเงินมาจ่ายได้ยังไง
จากการเป็นวิทยากรของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในโครงการส่งเสริมการออมและการวางแผนการเงินส่วนบุคคล (Happy Money) ที่จัดโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อปีที่ผ่านมาพบเลยครับว่าคนไทยมีปัญหาหนี้ โดยคนระดับรากหญ้าจะมีปัญหาหนี้นอกระบบมาก ส่วนคนที่มีรายได้ขึ้นมาหน่อยจะมีปัญหาหนี้บัตรเครดิต โดยสาเหตุของปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก
1.รายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ หลายกรณีเป็นรายจ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร ค่าเทอมลูก ฯลฯ แต่ก็มีรายจ่ายหลายอย่างที่ไม่จำเป็นเช่นกัน เช่น ค่าสังสรรค์ ค่ากาแฟ ฯลฯ ซึ่งการบริหารรายจ่ายเหล่านี้ใช่ว่าจะทำไม่ได้ อย่างเช่น ค่ากาแฟ หรือค่าเครื่องดื่มต่างๆ เฉลี่ยวันละ 35 บาท หากเราไม่ทาน จะเก็บเงินเพิ่มได้เดือนละกว่า 1,000 บาท
2.รายได้ต่ำไม่พอรายจ่าย แม้จะประหยัดอย่างไร ก็ไม่พอใช้จ่ายอยู่ดี
3.ค้ำประกันหนี้ให้คนอื่น ใน 2 กรณีบนยังพอทำเนา แต่กับกรณีนี้เป็นกรณีที่เจ็บปวดที่สุด เพราะลูกหนี้ไม่ได้ประโยชน์จากการเป็นหนี้เลย ทำนอง “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกแขวนคอ”
ดังนั้น อย่าค้ำประกันหนี้ให้ใคร
4.การขาดความรู้ด้านการบริหารจัดการเงินที่ถูกต้อง บางคนไม่ใช่ไม่มีเงินไปจ่ายหนี้นะครับ แต่กลับไปจ่ายขั้นต่ำ 10% ในหนี้บัตรเครดิต และเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ดอกเบี้ยเพียง 0.5% ต่อปี ไว้เฉยๆ เพียงเพราะการมีเงินก้อนเก็บไว้สร้างความรู้สึกอุ่นใจ แต่ไม่เฉลียวใจเลยว่า ด้วยดอกเบี้ยที่ต่างกันถึง 40 เท่า (ดอกเบี้ยบัตรเครดิตอยู่ที่ประมาณ 20% ต่อปี เทียบกับดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่ 0.5% ต่อปี)
ไม่นานหนี้บัตรเครดิตก็จะเป็นดินพอกหางหมูถึงตอนนั้นเงิน ในบัญชีออมทรัพย์ก็จะเก็บไม่อยู่แถมหนี้บัตรเครดิตก็ยังไม่ลดด้วย วิธีการลดหนี้อย่างเช่น หนี้บัตรเครดิต ผมขอนำบทความจากเว็บไซต์
www.silkspan.com มาเพื่อเป็นแนวทางการบริหารหนี้บัตรเครดิตกันครับ
คุณสามารถลดดอกเบี้ยหนี้บัตรเครดิตได้ 3 วิธี
1.เพิ่มอัตราการผ่อนชำระ-การเพิ่มอัตราการผ่อนชำระขึ้น 1 เท่า (จากขั้นต่ำ 5% เป็น 10%) จะช่วยลดค่าดอกเบี้ยและระยะเวลาผ่อนชำระลงประมาณครึ่งหนึ่งเช่นกัน
ตัวอย่าง : ยอดค้างชำระ 1 หมื่นบาท ณ อัตราดอกเบี้ย 18%
หมายเหตุ : เป็นการคำนวณอย่างคร่าวๆ
2.โอนหนี้ รีไฟแนนซ์ (หรือทำ Balance Transfer) ไปวงเงินหรือบัตรอื่น-หลักง่ายๆ ในการคำนวณคือทุกๆ 1% ของอัตราดอกเบี้ย ที่ถูกลง (เช่น โอนจากอัตราดอกเบี้ย 18% ไป 17%) คุณจะประหยัดค่าดอกเบี้ยไปได้ประมาณ 6%
ตัวอย่างเช่น โอนไปอัตราที่ต่ำกว่า 2% คุณจะลดค่าดอกเบี้ย
รวมไป 12% (6% x 2)
ตัวอย่าง :
กู้ 1 หมื่นบาทที่ดอกเบี้ย 18% ผ่อนชำระขั้นต่ำ 5% ค่าดอกเบี้ยรวม 1,978
กู้ 1 หมื่นบาทที่ดอกเบี้ย 17% ผ่อนชำระขั้นต่ำ 5% ค่าดอกเบี้ยรวม 1,842 ลดลง 136 หรือ 6.8%
กู้ 1 หมื่นบาทที่ดอกเบี้ย 16% ผ่อนชำระขั้นต่ำ 5% ค่าดอกเบี้ยรวม 1,709 ลดลง 133 หรือ 7.2%
3.รีไฟแนนซ์ควบกับการเพิ่มอัตราผ่อนชำระ (ดีที่สุด)-การ
รีไฟแนนซ์พร้อมกับการจัดการผ่อนชำระให้หมดในระยะเวลาที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจะทำให้คุณประหยัดมากที่สุด
หากอยากทราบว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิตของแต่ละธนาคารเป็น เท่าไหร่ ก็ลองเข้าดูที่ลิงก์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตามนี้ ได้ครับ http://www.bot.or.th/thai/statistics/financialmarkets/interestrate/_layouts/application/interest_rate/IN_Rate.aspx
แต่ควรระวังอีกอย่างสำหรับการใช้บัตรเครดิต ก็คือ ค่าธรรมเนียมที่แต่ละสถาบันการเงินเรียกเก็บ
อยากรู้ว่าแต่ละสถาบันการเงินเรียกเก็บเท่าไหร่ ก็ดูที่ลิงก์ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ http://www2.bot.or.th/feerate/internal.aspx?PageNo=7 ได้เช่นกันครับ
แต่สรุปสุดท้ายก็คือ อย่าเป็นหนี้ดีที่สุด หรือให้เป็นหนี้ หนีดีกว่า ครับ
ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน
ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน facebook ชื่อ SathitBovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ







