
ธีระชัยเตือนคลังระวังเสียประโยชน์ในปตท.
ธีระชัยโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงรมว.คลังเตือนระวังเสียประโยชน์จากการที่ปตท.ขายก๊าซราคาต่ำกว่าตลาดโลกให้บริษัทปิโตรเคมี
ธีระชัยโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงรมว.คลังเตือนระวังเสียประโยชน์จากการที่ปตท.ขายก๊าซราคาต่ำกว่าตลาดโลกให้บริษัทปิโตรเคมี
เมื่อวันที่ 1 ธ.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง ได้โพสต์ จดหมายเปิดผนึกเรื่องเกี่ยวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฉบับที่ 2 ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยมีเนื้อหาดังนี้
จดหมายเปิดผนึกเรื่องเกี่ยวกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ฉบับที่ 2
(การที่ ปตท ฟ้องคดีผม ทำให้ผมได้รับข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพลังงาน และได้มีโอกาสทบทวนเรื่องต่างๆ เห็นความจำเป็นที่จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีคลังเป็นฉบับที่ 2)
วันที่ 1 ธันวาคม 2557
เรื่อง ผลประโยชน์ที่กระทรวงการคลังอาจจะเสียไปในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
เรียน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ตามที่ข้าพเจ้าในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีหนังสือวันที่ 22 กันยายน 2557 แจ้งท่านเกี่ยวกับกรณีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นั้น ข้าพเจ้าขอเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัญหาผลประโยชน์ที่กระทรวงการคลังอาจจะเสียไปในบริษัทดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้
เรื่องเดิม
เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2540 ก่อนหน้าที่จะมีการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2540 ให้กำหนดราคาที่การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จะขายก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน และ ก๊าซ LPG ซึ่งเป็นวัตถถุดิบให้แก่บริษัทปิโตรเคมี โดยใช้หลักการที่เรียกว่า Net back Basis
หลักการดังกล่าวคำนวนกลับจากราคาขายผลิตภัณฑ์ของบริษัทปิโตรเคมี หักด้วยต้นทุนและผลตอบแทนของบริษัทปิโตรเคมี แทนที่จะกำหนดให้การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยต้องขายก๊าซให้บริษัทปิโตรเคมี ตามราคาก๊าซในตลาดโลกของก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน และ ก๊าซ LPG ซึ่งราคาสูตร Net back Basis ดังกล่าว น่าจะเป็นราคาที่ต่ำกว่าถ้าหากกรณีบริษัทปิโตรเคมีจะต้องซื้อก๊าซเองโดยตรงจากตลาดโลก
การดำเนินการดังกล่าวอาจจะมีเหตุจำเป็นในขณะนั้น คืออาจจะเหมาะสมเฉพาะสำหรับช่วงเวลาที่การดำเนินงานธุรกิจพลังงานของชาติอยู่ภายใต้การดำเนินการของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อให้มีการเอื้ออำนวยประโยชน์แก่บริษัทปิโตรเคมีระดับหนึ่ง
ปัญหาต่อผลประโยชน์ของกระทรวงการคลัง
ต่อมาในปี 2544 ได้มีการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ไปเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แต่ถึงแม้จะได้มีการแปรรูปไปแล้วก็ตาม ก็ปรากฏว่าน่าจะมีการทำสัญญาระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัทปิโตรเคมี เป็นระยะเวลานานถึง 15 ปี ที่เปิดให้บริษัทปิโตรเคมีสามารถซื้อก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน และ ก๊าซ LPG จากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ในราคาต่ำกว่าตลาดโลก ซึ่งน่าจะสืบเนื่องจากการใช้สูตรในลักษณะดังกล่าวต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังอาจมีกรณีที่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ขายก๊าซอีเทน ก๊าซโพรเพน และก๊าซ LPG ให้แก่บริษัทปิโตรเคมีในเครือ ในราคาที่ต่ำกว่าการขายให้แก่บริษัทปิโตรเคมีนอกเครือด้วย
หากมีการทำสัญญาดังกล่าว น่าจะมีผลทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เสียประโยชน์ที่ควรได้ เนื่องจากตามหลักการทั่วไปของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ การซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างบริษัทกับบุคคลอื่นนั้น จะต้องกระทำกันในราคาตลาด และในลักษณะที่เป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย (arm’s length) ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 89/12 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ ว่าธุรกรรมที่กรรมการไม่จำเป็นต้องขออนุมัติจากผู้ถือหุ้นนั้น คือ (1) ธุรกรรมที่เป็นข้อตกลงทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่วิญญูชนจะพึงกระทำกับคู่สัญญาทั่วไปในสถานการณ์เดียวกัน ด้วยอำนาจต่อรองทางการค้าที่ปราศจากอิทธิพลในการที่ตนมีสถานะเป็นกรรมการ ประกอบกับมาตรา 89/7 ก็บัญญัติว่า ในการดำเนินกิจการของบริษัท กรรมการและผู้บริหาร ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และมาตรา 89/10 ก็บัญญัติว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กรรมการและผู้บริหารต้อง (1) กระทำโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สูงสุดของบริษัทเป็นสำคัญ
ดังนั้น หากมีสัญญาที่ทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ขายก๊าซให้แก่บริษัทปิโตรเคมีในราคาตลาดโลก แต่ต้องขายในราคาที่ต่ำกว่าตลาดโลก สัญญาดังกล่าวก็น่าจะทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เสียประโยชน์ที่ควรได้ และทำให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เสียประโยชน์ และน่าจะมีผลกระทบต่อผู้ถือหุ้นรายย่อยทั่วไปด้วย และกรณีถ้าหากกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไปสนับสนุนการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อการดังกล่าว ก็อาจจะเข้าข่ายที่กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยทั่วไปได้
นอกจากนี้ เนื่องจากบริษัทปิโตรเคมีที่ได้สิทธิพิเศษดังกล่าว อาจจะเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ธุรกรรมดังกล่าวที่อาจจะเอื้อประโยชน์แก่บริษัทที่เกี่ยวข้องกันเป็นพิเศษนี้ จึงอาจจะไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลด้วย
ความเห็น
ข้าพเจ้ามีความเห็นว่ากรณีหากมีสัญญาซื้อขายก๊าซระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัทปิโตรเคมีในลักษณะดังกล่าว อาจจะทำให้กระทรวงการคลัง และหรือผู้ถือหุ้นรายย่อยทั่วไป เสียประโยชน์ที่พึงจะได้
ข้อเสนอแนะ
เนื่องจากข้าพเจ้ามิได้รับทราบหรือสังเกตข้อมูลนี้ในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ก.ล.ต. หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ข้าพเจ้าจึงขอเสนอแนะให้ท่านทำการตรวจสอบและพิจารณาดำเนินการเพื่อแก้ไข หากมีข้อเสียเปรียบของกระทรวงการคลัง และหรือหากมีการเอาเปรียบผู้ถือหุ้นรายย่อยทั่วไป







