
ส่งออก-ท่องเที่ยวฟื้นดันศก.
ธปท.แจงตัวเลขดีขึ้นทุกสาขาเว้นบริโภค ต่างชาติติงสัญญาณไม่ชัดรัฐพูดเกินจริง
ธปท.แจงตัวเลขดีขึ้นทุกสาขาเว้นบริโภค ต่างชาติติงสัญญาณไม่ชัดรัฐพูดเกินจริง
ธปท.แจงเศรษฐกิจเดือน ต.ค.ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่งออกเพิ่ม ท่องเที่ยวขยายตัวครั้งแรกในรอบ 10 เดือน
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา มีทิศทางปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกสาขา การส่งออกขยายตัวที่ 4.1% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่อยู่ในระดับ 2.2%
ทั้งนี้คำสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐ ยุโรป และอาเซียนปรับดีขึ้น ยกเว้นตลาดยุโรปที่ มีปัจจัยชั่วคราวเรื่องการยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี) ที่ให้กับไทยในปีหน้า
นอกจากนี้ ภาคท่องเที่ยวก็ปรับดีขึ้นต่อเนื่อง จากการกลับมาท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเอเชียโดยเฉพาะจากจีน หลังเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมือง ดีขึ้น แต่นักท่องเที่ยวจากสหรัฐหรือยุโรปที่ต้องอาศัยการวางแผนท่อเที่ยวล่วงหน้านานยังฟื้นไม่ชัดเจนนัก ทำให้การเดือนนี้ภาคท่องเที่ยวขยายตัว 10.4% จากเดือนก่อน 4.4% อัตราการเข้าพักเพิ่มเป็น 58.6% จากเดือนก่อน 51% และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 2.18 ล้านคน จากเดือนก่อน 1.86 ล้านคน ดีขึ้นในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา
“การส่งออกเพิ่งดีขึ้นเดือนเดียว ยังบอกไม่ได้ว่าจะทำให้การส่งออกรวมทั้งปีที่คาดว่าจะอยู่ที่ 0% ดีขึ้นหรือไม่ ยังต้องติดตามดูว่าส่งออกจะโตต่อเนื่องแค่ไหน เพราะส่งออกยุโรปดีเป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวจากจีเอสพี แต่ส่งออกอาเชียน สหรัฐ น่าจะดีอย่างต่อเนื่องแต่แนวโน้มส่งออกที่ดีขึ้นทำให้ความเสี่ยงที่ส่งออกทั้งปีจะโตต่ำกว่าคาดมีน้อยลง” นางรุ่ง กล่าว
ด้านการบริโภคภาคเอกชนยังไม่เข้มแข็งมากนักขยายตัวติดลบ 0.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้าที่ 1.1% ซึ่งยังถือว่าโตต่ำกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเพราะมีการเร่งซื้อรถยนต์ไปก่อนหน้านี้มากแล้ว บวกกับราคาสินค้าเกษตรยังต่ำ เห็นได้จากรายได้ภาคเกษตรเดือนนี้ยังโตติดลบ 13.3% ใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่ติดลบ 13.4%
ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็ขยายตัวดีขึ้นอยู่ที่ 0.5% เท่ากับเดือนก่อนหน้า จากการก่อสร้างอาคารชุดตามแนวรถไฟฟ้าและการขยายสาขาในเขตภูมิภาคของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ รวมถึงการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม และแนวโน้มการขยายเครือขายโทรศัพท์เคลื่อนที่ และอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ยกเว้นการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ยังต่ำ เนื่องจากยังมีกำลังการผลิตส่วนเกินเหลืออยู่ ขณะที่สินเชื่อใหม่ปรับดีขึ้นบ้างตามการทยอยฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่สินเชื่อยังโตไม่สูงอยู่ที่ 5.4%
ทั้งนี้ ด้านเสถียรภาพในประเทศโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อลดลงตามราคาอาหารสดและพลังงานอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 1.48% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.75% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 1.67% ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 1.73% ขณะที่เสถียรภาพต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล จากการเกินดุลของดุลการค้าและดุลบริการและเงินโอน ช่วยชดเชยการขาดดุลจากเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศได้
ด้านบทบรรณาธิการของบลูมเบิร์กวิเคราะห์ว่า รายงานการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอาจจะกล่าวเกินความเป็นจริง เนื่องจากสัญญาณที่เห็นยังไม่แน่ชัดว่าสภาพเศรษฐกิจจะฟื้นตัว ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะแก้ไขปัญหาเชิงลึกทางโครงสร้างที่กระทบต่อการเมือง เศรษฐกิจและสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง
แม้ตลาดหุ้นไทยจะเติบโตดีขึ้น หลังจากการหดตัวลงในไตรมาสแรกไปเกือบ 2% ทว่า ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของไทยในปี 2016 จะขยายตัวได้น้อยที่สุดในอาเซียน ขณะเดียวกันหนี้สินภาคครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 80% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือหลายล้านบาทแก่เกษตรกร กระนั้นหลายฝ่ายคาดการณ์ว่า การบริโภคภาคครัวเรือนจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 1.5% เท่านั้น อาจจะสายเกินไปที่ไทยจะฟื้นฟูการสร้างงานภาคอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ใช้แรงงานฝีมือต่ำเนื่องจากการจ้างงานเหล่านี้ได้ย้ายไปสุ่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า
บลูมเบิร์กวิเคราะห์เพิ่มเติมด้วยว่า รัฐบาลไทยในขณะนี้ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น และอาจจะสายเกินไปสำหรับประเทศไทยในการฟื้นฟูการสร้างงานภาคอุตสาหกรรมภาคการผลิตที่ใช้แรงงานฝีมือต่ำ เนื่องจากการจ้างงานเหล่านี้ได้ย้ายไปสุ่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงถูกกว่า
หากไทยต้องการที่จะยกระดับห่วงโซ่มูลค่า ต้องลงทุนเพิ่มในด้านการศึกษา การวิจัยและพัฒนา รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้วย อย่างไรก็ดี แผนงานที่ทุ่มงบประมาณราว 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.96 ล้านล้านบาท) สำหรับโครงสร้างด้านการขนส่งในระยะ 10 ปีข้างหน้า อาจจะพอช่วยได้แต่อาจยังไม่เพียงพอและทันท่วงที
แม้กระทั่งโรดแมปของกองทัพที่จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชน ก็ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่พลเมืองได้ เนื่องจากร่างแผนการปฏิรูปทางการเมืองที่เสนอ มิใช่มีจุดประสงค์เพื่อความสมานฉันท์ แก้ปัญหาบาดหมางทางการเมือง ทว่าเป็นการกีดกันไม่ให้นักการเมืองบางพรรคกลับเข้ามาใช้อำนาจผ่านการเลือกตั้งได้ แม้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะออกมาระบุว่าจะลงจากตำแหน่งช่วงปลายปี 2015 ทว่าก็ไม่ส่งผลดีนักสำหรับเสถียรภาพทางการเมืองในระยะยาว
ประเทศไทยไม่อาจจะเดินไปข้างหน้าด้วยการบีบบังคับลมหายใจของประชาธิปไตยจากปวงประชาชนกว่าครึ่งประเทศ เพราะการกระทำเยี่ยงนั้น ยิ่งจะบั่นทอนความชอบธรรม รวมทั้งจะยิ่งกระพือความไม่เท่าเทียมของประชากร (คนไทยที่มีฐานะร่ำรวยมีราว 10% แต่ครอบครองความมั่งคั่งของประเทศถึง 75%) การปฏิรูปบางครั้งก็ไม่สามารถเข้าถึงปัญหาพื้นฐานที่แท้จริงได้ ถ้าเป็นการกระทำแบบผิวเผินเท่านั้น







