
ลดดอกไม่ช่วยรายย่อยจีน
จีนลดดอกเบี้ยไม่ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ชี้ธนาคารยังคงปล่อยกู้เฉพาะบริษัทที่แข็งแกร่ง
จีนลดดอกเบี้ยไม่ช่วยเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น ชี้ธนาคารยังคงปล่อยกู้เฉพาะบริษัทที่แข็งแกร่ง
สำนักข่าวรอยเตอร์ส เปิดเผยรายงานกึ่งวิเคราะห์ ระบุว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) นั้นแทบจะไม่ได้เป็นการช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ในประเทศเลย เนื่องจากว่าจะส่งผลให้บรรดาผู้ปล่อยสินเชื่อก็จะยิ่งมองหาธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งมากเพียงพอในการชำระหนี้คืนได้
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ทางพีบีโอซีได้ลดระดับดอกเบี้ยเงินฝากรายปีลงอีก 0.25% เหลือเพียง 2.75% และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ 0.4% ลงไปอยู่ที่ 5.6% เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ
รายงานระบุว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้จะยิ่งเป็นการควบคุมบรรดาเอสเอ็มอีที่มีประสบปัญหาเรื่องการชำระหนี้คืนอยู่แล้วให้เข้าถึงสินเชื่อยากมากขึ้นไปอีก เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลดลงจะยิ่งหมายถึงผลกำไรของทางธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ที่ลดน้อยลงด้วย
“เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ธนาคารต่างๆ จะปล่อยกู้ให้กับผู้กู้ยืมที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ตนเองเผชิญกับหนี้เสีย ท่ามกลางผลกำไรที่ลดลง” เทรซี่ เถียน นักกลยุทธ์ของธนาคารแห่งอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ กล่าวกับรอยเตอร์ส
จากการศึกษาข้อมูลบริษัท 2,600 แห่งทั่วประเทศจีน รอยเตอร์สพบว่า 80% ของบริษัทมีสัดส่วนหนี้สินต่อกำไรจากการดำเนินงานมากกว่า 5 เท่า ซึ่งเป็นสัดส่วนที่นักวิเคราะห์เครดิตมองว่าอยู่ในอาการน่าเป็นห่วง หรืออาจมีความสามารถในการชำระคืนต่ำ เป็นบริษัทขนาดเล็ก หรือเป็นธุรกิจที่มีมูลค่าตลาดน้อยกว่า 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6.4 หมื่นล้านบาท) ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการสะท้อนว่า การกระทำดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้บริษัทส่วนใหญ่เข้าถึงสินเชื่อต้นทุนถูกได้เลย
ทั้งนี้ สัดส่วนหนี้สินต่อกำไรจากการดำเนินงานนั้น จะถูกหน่วยงานจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ นำไปใช้ในการประเมินความสามารถของบริษัทในการชำระหนี้คืน และยังเป็นเครื่องมือช่วยนักวิเคราะห์คำนวณว่า บริษัทหนึ่งให้จะสามารถชำระหนี้คืนได้ภายในระยะเวลานานเพียงใด
“ประวัติศาสตร์ได้เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนแล้วว่าการตัดลดดอกเบี้ยไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องความยากลำบากในการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี และเอสเอ็มอีก็ยังคงเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงสินเชื่อต่อไป” เซียตงหมิง นักวิเคราะห์จากธนาคารโอซีบีซี ระบุ







