
ผลตอบแทนปรับตัวลงตามทิศทางดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (17-21 พ.ย. 2557) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 331,642 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 66,328 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 3% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 61% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 202,973 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 88,835 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 6,080 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (17-21 พ.ย. 2557) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 331,642 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 66,328 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 3% ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วจะพบว่ากว่า 61% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 202,973 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 88,835 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 6,080 ล้านบาท หรือคิดเป็น 27% และ 2% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้นตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาลที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB196A (อายุ 4.6 ปี) LB21DA (อายุ 7.1 ปี) และ LB155A (อายุ 0.5 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 17,407 ล้านบาท 16,667 ล้านบาท และ 12,886 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส รุ่น IVL243A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 519 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) รุ่น TLT162A (AAA) มูลค่าการซื้อขาย 382 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส รุ่น AYCAL154A (A+) มูลค่าการซื้อขาย 338 ล้านบาท
ราคา (Price) ของพันธบัตรรัฐบาลอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ปรับตัวเพิ่มขึ้น หรือผู้ซื้อจะได้ผลตอบแทน (Yield) ลดลงประมาณ 0.020.07% หากเข้าซื้อพันธบัตรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2557 ที่ขยายตัว 0.6% (yoy) ดีขึ้น เมื่อเทียบกับการขยายตัว 0.4% (yoy) ในไตรมาส 2/2557 โดยเริ่มเห็นการฟื้นตัวในส่วนของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนภาคเอกชน อย่างไรก็ตามการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยสภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2557 จะขยายตัวเพียง 1% ซึ่งลดลงจากประมาณการเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัว 1.52%
สอดคล้องกับรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) รอบวันที่ 2829 ต.ค. ที่แสดงถึงความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากความอ่อนแอในแถบยุโรปและประเทศจีน ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศตัวเลข GDP ไตรมาส 3/2557 ซึ่งหดตัวลง 1.6% สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวราว 2% สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบด้านลบที่รุนแรงกว่าคาดจากการปรับขึ้นภาษีการบริโภค แนวโน้มเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าทิศทางดอกเบี้ยน่าจะอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไปอีกสักระยะ (รวมถึงเริ่มมีนักลงทุนบางกลุ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ ธปท.อาจจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย) ซึ่งการคาดการณ์ดังกล่าวมีส่วนทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ (Yield) ปรับตัวลดลงตามไปด้วย (ราคาตราสารหนี้เพิ่มสูงขึ้น)
ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (1721 พ.ย. 2557) เงินต่างชาติยังคงไหลเข้าสู่ตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือ > 1 ปี) อีก 320 ล้านบาท







