
สตาร์ทอัพใจบุญช่วยเยาวชนคืนกำไรสู่สังคม
กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐ เป็นรัฐที่มีบัณฑิตจบจากรั้วมหาวิทยาลัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐ
โดย...ชาลินี ลงกานี
กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐ เป็นรัฐที่มีบัณฑิตจบจากรั้วมหาวิทยาลัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐ เป็นรัฐที่เต็มไปด้วยคนที่มากด้วยทรัพย์สินทางปัญญา แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นรัฐที่มีอัตราความยากจนสูงที่สุดแห่งหนึ่งด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะในบรรดาวัยรุ่นที่รับรู้ถึงปัญหานี้ได้มากเป็นพิเศษ
“เยาวชนที่ตัดขาด” เป็นคำใช้เรียกบรรดาเด็กๆ ที่ไม่มีงานทำ และออกจากโรงเรียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 32% ของคนอายุระหว่าง 1624 ปีทั้งหมดในรัฐ หรือราวๆ หมื่นคน
“ปัญหาก็คือ จำนวนเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือ มีมากกว่าเด็กที่พึ่งพาตัวเองได้อยู่มากทีเดียว” มาร์ธา รอส นักวิจัยจากสถาบันบรูกกินส์กล่าว
และจากปัญหาดังกล่าวนี้เอง ธุรกิจเกิดใหม่ (สตาร์ทอัพ) ใน ดี.ซี. รวมถึงองค์กรในท้องถิ่นจำนวนมาก ก็ได้หยิบยื่นเข้ามาช่วยเหลือในส่วนที่รัฐบาลยังทำได้ไม่เต็มที่ และรอสก็เห็นว่ากลุ่มที่มาจากท้องถิ่น น่าจะเข้าถึงเยาวชนที่เผชิญกับความยากลำบากได้มากกว่าคนนอก เพราะคนเหล่านี้เติบโตมาในละแวกเดียวกัน เข้าใจถึงปัญหา และสามารถพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพได้มากกว่าคนของรัฐบาลซึ่งอาจไม่เคยมาเหยียบที่นี่เลย มิหนำซ้ำ การทำงานของรัฐบาลมักจะเชื่องช้าเพราะมีขั้นตอนที่ยุ่งอยาก แต่สตาร์ทอัพไม่ได้สังกัดหน่วยงานของรัฐ จึงทำอะไรได้คล่องตัวกว่า
ตัวอย่างหนึ่งของโครงการได้แก่ “โครงการแพทย์เยาวชน” ของ นพ.มัลคอล์ม วูดแลนด์ ซึ่งเป็นคน ดี.ซี.มาแต่กำเนิด โครงการนี้ทำงานอยู่ในย่านที่มีอัตราความยากจนสูงที่สุดในเมือง นั่นคือวอร์ด 8 และที่นี่ก็เป็นบ้านของวูดแลนด์ด้วย
วูดแลนด์ได้ถ่ายทอดวิชาด้านการแพทย์ให้กับเด็กแอฟริกันอเมริกันที่อยู่ในช่วงมัธยมปลายกลุ่มเล็กๆ เช่น สอนให้ตรวจความดัน วัดสายตา และเข้าไปช่วยเหลือคนที่ด้อยโอกาสจริงๆ จากนั้น เด็กที่ผ่านประสบการณ์การฝึกมาหนึ่งปี ก็เปิดคลินิกในชุมชนของตนเองขึ้น
สำหรับคนที่ไม่ได้เข้าไปศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย หรือว่าต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน “เอ็มพาวเวอร์” ธุรกิจเกิดใหม่ด้านการเงินรายหนึ่งในดี.ซี. ก็เป็นตัวกลางช่วยติดต่อกับนักลงทุน เพื่อขอกู้เงินมาให้กับนักเรียนที่ด้อยโอกาส โดยมีระยะเวลาผ่อนเงินกู้นานถึง 10 ปี และมีอัตราดอกเบี้ยที่คงที่ มิหนำซ้ำการระดมทุนจากมวลชนนี้ไม่ดูเครดิตการเงิน หรือต้องมีผู้เซ็นสัญญาค้ำประกันให้อีกด้วย
แม้ว่าจะเพิ่งเปิดกิจการยังไม่ถึงปี เอ็มพาวเวอร์ก็ได้ช่วยเหลือนักเรียนไปเป็นจำนวนมากแล้ว และนอกจากนี้ ยังมีบริษัทเกิดใหม่อีกกว่า 200 แห่ง ที่รวมกันตั้งกลุ่มชื่อว่า “1776” องค์กรที่อยากยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสังคมในเมือง และปัญหาระดับโลก
“บริษัทของพวกเรากำลังเดินหน้าจัดการปัญหาในจุดที่เคยมีความสำคัญสำหรับรัฐบาล เช่น การศึกษา สาธารณสุข และพลังงาน พวกเขาคิดวิธีแก้ที่สร้างสรรค์เพื่อเข้าแก้ไขปัญหาที่รัฐบาลไม่เข้าไปดูแล ไม่สามารถจัดการได้ หรือทำได้ไม่ดีพอ” ดอนน่า ฮาร์ริส หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร 1776 กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ใช้ชื่อว่า “ฟู้ด ฟอร์ ไลฟ์” องค์กรสอนทำอาหารให้กับเยาวชนในวัย 1823 ปี ก็ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายทางธุรกิจที่มีอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ทำให้เงินหมุนเวียนขององค์กรกว่า 60% หรือราวแสนเหรียญสหรัฐมาจากการบริจาค
“นักเรียนส่วนใหญ่ที่มาหาเราไม่มีเครดิตพอจะไปกู้เงิน หรือไม่สามารถหางานเต็มเวลาทำได้” มาริสา สตัปส์ หญิงสาวผู้ใจบุญที่ก่อตั้ง ฟู้ด ฟอร์ ไลฟ์ออกความเห็น พร้อมเสริมว่าไม่เพียงแต่เด็กที่เรียนจะได้ทักษะเสน่ห์ปลายจวักแล้ว ยังได้เรียนรู้ความเป็นผู้นำ และวิธีจัดการความเครียดอีกด้วย
แอนโธนิโอ วิลลิส เยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการฟู้ด ฟอร์ ไลฟ์ เป็นหนึ่งในสักขีพยานความสำเร็จของความพยายามที่จะช่วยเหลือท้องถิ่นตนเองของบรรดาบริษัทเกิดใหม่ โดยวิลลิสได้รับประกาศนียบัตรจากหลักสูตร และทำงานเป็นพ่อครัวในร้านเชค แชค และได้รับคำชื่นชมว่าเป็นนักหั่นผักมือฉกาจ
บรรดาผู้ประกอบการในวอชิงตัน ดี.ซี. ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของธุรกิจที่ไม่คิดแต่จะตักตวงผลกำไรให้กับบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ก็เหลียวหลังกลับมามองชุมชนบ้านเกิด และช่วยเหลือ คืนกำไรให้กับสังคมเท่าที่จะช่วยได้







