
เผยยอดเกษตรกรสมัครงานลอกคูคลองมีแค่2หมื่น
ชาวนาเมินสมัครงานลอกคูคลอง เบื้องต้นสมัครเพียง 2 หมื่นราย ด้านกรมส่งเสริมการเกษตร ยัน ข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่มีเก๊
เกษตรกรเมินสมัครงานลอกคูคลอง เบื้องต้นสมัครเพียง 2 หมื่นราย ด้านกรมส่งเสริมการเกษตร ยัน ข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกรไม่มีเก๊
นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทาน ได้ดำเนินการจัดจ้างงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง ที่งดทำนาปรัง 26 จังหวัด เป้าหมาย 1.7 แสนครัวเรือน งบประมาณ 4 พันล้านบาท เพื่อเป็นแรงงานขุดลอกคลอระบบชลประทานในอัตราค่าจ้าง 300 บาทต่อวัน ปัจจุบันได้ดำเนินการรับสมัครเกษตรกรในแต่ละโครงการชลประทาน เพื่อเข้ารับจ้างทำงานในส่วนของกรมชลประทาน มียอดผู้สมัครรวมกว่า 2.2 หมื่นคน
ส่วนในพื้นที่อื่นๆ จะเริ่มทยอยดำเนินการอย่างเร่งด่วนต่อไป เนื่องจากโครงการได้มีการขยายไปถึง 30 เม.ย. 2558 ซึ่งคาดว่าระยะเวลาที่เหลือจะมีคนสมัครตามเป้าหมายแน่นอน เพราะกรมชลฯคาดว่าจะได้เงินค่าแรงประมาณ 30 แรงต่อคน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ต้องงดทำนาปรัง
นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึง กรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือสตง.ได้ส่งหนังสือท้วงติงการจ่ายเงินชาวนาไร่ละพันบาทไม่โปร่งใสเพราะ ไม่มีข้อมูลเป็นปัจจุบันนั้น เป็นความใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจาก กรมส่งเสริมฯใช้ฐานข้อมูลขึ้นทะเบียนเกษตรกรจากโครงการรับประกันราคาปี 52/53 จำนวน 3.7 ล้านครัวเรือน และโครงการรับจำนำ ปี53 – ปี56 จำนวนเกษตรกร เข้าโครงการ 3.49 ล้านครัวเรือน เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการพิจารณาโครงการ แต่เมื่อมีโครงการใหม่ก็จะต้องมีการขึ้นทะเบียนทุกใหม่อีกครั้ง ในส่วนโครงการช่วยเหลือเกษตรกรสวนยางไร่ละพันบาท จำนวน 8.5 แสนครัวเรือน ใช้ข้อมูลเดิมในโครงการที่ช่วยค่าปัจจัยการผลิตไร่ละ 2,520 บาทต่อไร่ในรัฐบาลที่แล้วเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวกรมได้ชี้แจงรายละเอียดให้กับ สตง.ถึงขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกรโดยจะมีกรรมการในส่วนของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันรับรองความเป็นเกษตรกรทุกระดับทั้งท้องถิ่น ตำบล อำเภอ และจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจดูแปลงผลิตจริงอีกรอบทุกครั้งก่อนส่งรายซื่อให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เป็นผู้อนุมัติจ่ายเงินให้กับเกษตรกรแต่ละราย ดังนั้นเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ปี 53 จะต้องมาแจ้งข้อมูลล่าสุดให้กับกรรมการในพื้นที่ทุกรอบการผลิต ต้องมาแจ้งการปลูกข้าวทั้งนาปีและนาปรัง เพราะการปลูกข้าวแต่ละรอบจะมีจำนวนเกษตรกรที่ปลูกข้าวไม่เท่ากันอยู่แล้ว พร้อมกับนำภาพถ่ายดาวเทียมมาครอบลงพื้นที่จริงอีกครั้ง มีเลขรหัสระบุรายแปลงว่าเป็นผู้เช่านา แนบมาพร้อมเอกสารการเช่านา เพื่อป้องกันเจ้าของที่นามารับเงินเองด้วย
ส่วนเกษตรกรมารับการช่วยเหลืออาจะมีมากขึ้นหรือน้อยลงจากตัวเลขฐานเดิม ทั้งนี้ยังพบว่ามีชาวนาบางรายเลิกปลูกข้าวไปแล้วแต่ยังมีรายซื่อในทะเบียนเกษตรกร ซึ่งทางกรมได้แจ้งให้เพิกถอนรายซื่อในทะเบียนเกษตรกรไปแล้ว เช่น เกษตรกร จ.บุรีรัมย์
ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้กรมชลประธานออกประกาศกรมชลประทาน เพื่องดส่งน้ำทำนาปรัง 8 พื้นที่ เนื่องจากน้ำในอ่างเก็บน้ำมีปริมาณน้ำ คือลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำแม่กลอง ภาคเหนือ ในพื้นที่เขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ภาคกลาง ในพื้นที่ของเขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบไปด้วย พื้นที่ท้ายเขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น และเขื่อนลำตะคอง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา
สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้งประเทศ ล่าสุดมีปริมาณน้ำรวมกัน จำนวน 45,658 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็น 65% ของความจุอ่างฯขนาดใหญ่รวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ 22,155 ล้านลบ.ม.กรมชลประทาน ได้มีการวางแผนจัดสรรน้ำ เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้งของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการใช้น้ำ เพื่อการอุปโภค – บริโภค ผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศน์ โดยไม่ขาดแคลน
สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในพื้นที่ภาคเหนือเช่น เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีปริมาณน้ำ 6,192 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 46% ของความจุอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำ 5,946 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 63 % ของความจุอ่างฯ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน จ.พิษณุโลก มีปริมาณน้ำ 799 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 85% ของความจุอ่างฯ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาณน้ำ 66 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 49% ของความจุอ่างฯ เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น มีปริมาณน้ำ 1,252 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 52 % ของความจุอ่างฯ เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 175 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 56% ของความจุอ่างฯ ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตก เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี มีปริมาณน้ำ 899 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 94 % ของความจุอ่างฯ เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี มีปริมาณน้ำ 137 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 57% ของความจุอ่างฯ เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำ 13,133 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 74% ของความจุอ่างฯ เขื่อนวชิราลงกรณ์ จ.กาญจนบุรี มีปริมาณน้ำ 5,378 ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็น 61 % ของความจุอ่างฯ







