posttoday
ก้าวต่อไปของศก.ไทย

ก้าวต่อไปของศก.ไทย

20 พฤศจิกายน 2557

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช., สภาพัฒน์) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ระบุว่า เศรษฐกิจเติบโตเพียง 0.6%YoY ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ทั่วไปคาดที่ 1%YoY ทำให้ 9 เดือนแรกเศรษฐกิจเติบโตเพียง 0.2% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคงจะทำให้ใครหลายคนผิดหวังอยู่ รวมถึงอาจเกิดความกังวลว่าแล้วเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้นจริงได้หรือไม่

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช., สภาพัฒน์) แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ระบุว่า เศรษฐกิจเติบโตเพียง 0.6%YoY ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ทั่วไปคาดที่ 1%YoY ทำให้ 9 เดือนแรกเศรษฐกิจเติบโตเพียง 0.2% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคงจะทำให้ใครหลายคนผิดหวังอยู่ รวมถึงอาจเกิดความกังวลว่าแล้วเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวขึ้นจริงได้หรือไม่

ถ้าจะพิจารณาในรายละเอียดของตัวเลข GDP ที่ประกาศมานั้น จะเห็นว่าอุปสงค์ในประเทศแท้จริงแล้วปรับตัวดีขึ้น การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 2.2% ดีขึ้นจาก 0.2% ในไตรมาสก่อน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนก็กลับมาขยายตัว 2.9% จากที่หดตัวไปถึง 6.9% ในไตรมาสก่อน ด้านการใช้จ่ายภาครัฐแม้ว่ายังคงล่าช้าอยู่ แต่จากตัวเลขรายเดือนจะเห็นว่าการใช้จ่ายเริ่มเร่งตัวขึ้นในเดือน ก.ย. และคาดว่าน่าจะมีการเบิกจ่ายที่ดีขึ้นต่อเนื่องถึงในปีงบประมาณใหม่นี้ แต่เครื่องจักรทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผิดหวังจริงๆ คือ ภาคการส่งออกที่ยังคงอ่อนแอลง และภาคการท่องเที่ยวที่แม้ว่าจะมีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นในระยะนี้ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวก็ยัง ต่ำกว่าในช่วงก่อนมีปัญหาทางการเมือง การนำเข้าก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลจากการลงทุนเพิ่มทำให้มีการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์เพิ่ม

จากตัวเลขไตรมาส 3 ที่ค่อนข้างผิดหวังนี้ ทำให้น่าจะเห็นกระแสการปรับประมาณการเศรษฐกิจลดลงอีกซักระยะหนึ่ง อย่างสภาพัฒน์เองก็ได้มีการปรับลดประมาณการลงเหลือเติบโตเพียง 1% ในปีนี้ ซึ่งแม้กระทั่งตัวเลขดังกล่าว เราก็ยังมองว่าคงเป็นไปได้ค่อนข้างยากในปีนี้

แต่ดังที่กล่าวข้างต้น เครื่องจักรที่ทำให้ผิดหวังคือภาคการส่งออก ซึ่งเป็นปัจจัยนอกเหนือการควบคุมของนโยบายการเงินของไทย ขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มดีขึ้น เราจึงคาดว่ายังไม่น่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงนี้ แต่แน่นอนว่าถ้าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นจริง ก็มีความเป็นไปได้ที่กนง.ยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายังไม่น่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในช่วงนี้ แต่แน่นอนว่า ถ้าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวขึ้นจริง ก็เป็นไปได้ที่ กนง. ยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยได้ด้วย

แต่หากจะมองไปยังปีหน้า เรายังเห็นหลายปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในหลายด้านด้วยกัน (1) ปัจจัยฉุดรั้งที่สำคัญของการบริโภคภาคเอกชนในช่วงที่ผ่านมา คือ การหดตัวลงของยอดขายรถยนต์ เป็นผลสืบเนื่องจากนโยบายรถคันแรก แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณการทรงตัวของยอดขายรถยนต์ในระยะหลัง และคาดว่าแรงฉุดรั้งนี้น่าจะเริ่มหายไปในปีหน้า ทำให้ภาพการบริโภคโดยรวมน่าจะดีขึ้น (2) ในด้านการลงทุน การที่บอร์ด BOI เร่งรัดการอนุมัติโครงการต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา กอปรกับศักยภาพการเติบโตของไทยและภูมิภาคในอนาคต น่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกอบการขยายฐานการลงทุนในประเทศ (3) การเร่งเปิดโครงการที่อยู่อาศัยต่างๆ หลังจากปัญหาทางการเมืองผ่านพ้นไปและเมื่อมีความชัดเจนเกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐมากขึ้น ก็น่าจะช่วยทำให้ภาคการก่อสร้างปรับตัวดีขึ้นในปีหน้า

(4) ในด้านการใช้จ่ายภาครัฐ แม้ว่ากรอบวงเงินงบประมาณของภาครัฐในปีงบประมาณนี้ไม่ต่างจากปีงบประมาณเดิมนัก แต่คาดว่าการเบิกจ่ายจะดีขึ้นกว่าปีงบฯ ก่อนที่ทำได้เพียง 87% นอกจากนี้การเบิกจ่ายที่ต่ำในปีงบฯ ก่อนย่อมทำให้มีวงเงินข้ามปีมาจับจ่ายใช้สอยในปีงบฯ นี้มากขึ้นอีกด้วย ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาก่อนหน้านี้ก็น่าจะทำให้มีเม็ดเงินออกสู่ระบบขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงถัดไป รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะการผลักดันงบประมาณกลางปีออกมาหลังจากตัวเลขที่เพิ่งประกาศออกมาต่ำกว่าที่คาด เหล่านี้น่าจะทำให้นโยบายการคลังเป็น พระเอกได้ทีเดียวในปีหน้า

(5) ภาคการท่องเที่ยวน่าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ แม้ว่ากฎอัยการศึกยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ยังเห็นนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องคอยติดตามปัญหาเศรษฐกิจในรัสเซีย ซึ่งอาจทำให้การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวไม่ได้รวดเร็วนัก (6) การปรับตัวลดลงอย่างมากของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะทำให้ผู้บริโภคผู้ผลิตมีค่าใช้จ่ายด้านสินค้าพลังงานที่ลดลง และมีเงินเหลือไปจับจ่ายใช้สอยด้านอื่นมากขึ้นหรือเหลือเป็นกำไรมากขึ้น แต่เราอาจเห็นผลบวกนี้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยจากการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่กำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน

นี่ไม่นับกับผลของฐานการเติบโตในปีนี้ที่ต่ำก็จะทำให้การคำนวณอัตราการเติบโตในปีหน้านั้นน่าจะสูงขึ้นกว่าปรกติด้วย ซึ่งถ้าหลายปัจจัยเหล่านี้เป็นใจ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระดับกว่า 5% ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน แต่แน่นอนว่าความเสี่ยงก็ยังมีอยู่ด้วย เช่น เศรษฐกิจโลกจะเติบโตแข็งแกร่งขึ้นไหม, นโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักที่ต่างกันจะทำให้เกิดความผันผวนในตลาดการเงินเพียงใด, การส่งออกของไทยจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้หรือไม่, การนำเข้าโดยเฉพาะเครื่องจักรและวัตถุดิบที่มากขึ้นอาจทำให้เงินไหลออกนอกประเทศมากขึ้น, การปฏิรูปการปรองดองสามารถทำได้ตามที่ “สัญญา” หรือไม่ และการปฏิรูปโครงสร้างภาษีก็อาจเป็นลบต่อเศรษฐกิจได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เรายังมีมุมมองในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า การเติบโตในระดับกว่า 5% ก็มีความเป็นไปได้เหมือนกันครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ