
อเอพีเอ็มส่งหุ้นKCM
บริษัทภูธรตัวที่สามเข้าตลาดเอ็มเอไอJSPวันแรกแจกกำไรจิ๊บจ๊อย28%
บริษัทภูธรตัวที่สามเข้าตลาดเอ็มเอไอJSPวันแรกแจกกำไรจิ๊บจ๊อย28%
APM เป็นที่ปรึกษา KCM หุ้นภูธรตัวที่ 3 แจงจุดแข็งเพียบ มั่นใจเดินตามรุ่นพี่ใช้ตลาดทุนขยายธุรกิจ
นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิตร กรรมการบริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท เค.ซี. เมททอลชีท (KCM) ผู้ผลิตและจำหน่ายหลังคาและผนังเหล็กภายใต้แบรนด์รถถัง เปิดเผยว่า KCM ถือเป็นบริษัทที่ 3 ที่ประกอบธุรกิจอยู่ต่างจังหวัด นำเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ
ทั้งนี้ เชื่อว่า KCM จะมีวิวัฒนาการการเติบโตคล้ายรุ่นพี่ โดยเฉพาะบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) ที่สามารถใช้ตลาดทุนช่วยในการขยายสาขาไปต่างจังหวัดอีกมาก รวมถึงบริษัท ช.ทวี ดอลลาเซียน (CHO) บริษัทรุ่นพี่ใน จ.ขอนแก่น ที่ใช้ตลาดทุนในการขยายงาน
สำหรับจุดแข็งของ KCM คือ เป็นเจ้าตลาดผลิตเหล็กเคลือบสังกะสีและอะลูมิเนียมภาคอีสานและเหนือ และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มผลิตภัณฑ์โครงสร้างเหล็กกล้าสำเร็จรูป เปลี่ยนจากที่เคยขายเป็นชิ้นให้เป็นชุดเพิ่มมากขึ้น
บริษัทตั้งเป้าหมายภายในปี 2560 จะเปิดสาขาใหญ่เป็นแหล่งผลิตและหน้าร้านในตัวเป็น 25 แห่ง จากปัจจุบันมี 22 แห่ง และเพิ่มหน้าร้าน 92 แห่ง จากปัจจุบันยังไม่มี
วัตถุประสงค์ของการเข้าตลาดหุ้นจะนำเงินที่ขายไอพีโอจำนวน 200 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.25 บาท/หุ้น ไปขยายสาขาและพื้นที่ให้เช่าอาคารโรงงานและคลังสินค้า และซื้อเครื่องจักรเพื่อขยายกำลังการผลิตแปรรูปเหล็กกล้ากำลังสูง (แปตัว Z) ซึ่งจะใช้เงินลงทุนรวม 3 ปี ประมาณ 500 ล้านบาท คาดว่าปีหน้าจะใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 240 ล้านบาท
นายเอกจักร บัวหภักดี ผู้อำนวยการสายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน ในฐานะแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น KCM กล่าวว่า คาดว่าจะกำหนดราคาไอพีโอต้นเดือน ธ.ค. และจะเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนภายในเดือน ธ.ค.นี้
นายนิพนธ์ เจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าภายในปี 2560 จะมีรายได้ 2,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 23% จากปี 2557 อยู่ที่ 800 ล้านบาท ส่วนปีก่อนมีรายได้ 840 ล้านบาท ขณะที่ 6 เดือนปี 2557 มีรายได้อยู่ที่ 401 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 10.71 ล้านบาท
นอกจากนั้น ภายใน 3 ปี ตั้งเป้ามีอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ย 815% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2% เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กเติบโตต่อเนื่อง และรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการช่วยเหลือภาคเกษตรกร ซึ่งจะส่งผลดีต่อบริษัท เพราะรายได้หลัก 90% มาจากการขายสินค้าให้ภาคเกษตรกร
สำหรับแผนปีหน้าจะเน้นจำหน่ายสินค้าที่เป็นโครงสร้างเหล็กสำเร็จรูปมากขึ้น เนื่องจากมีอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิสูงถึง 35% และ 20% ตามลำดับ ขณะที่อัตรากำไรสุทธิการผลิตและจำหน่ายแผ่นเหล็กหลังคาและผนังจะอยู่ที่ 8%
ด้าน บริษัท เจ.เอส. พร็อพเพอร์ตี้ (JSP) เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ วันแรก (19 พ.ย.) ปรากฏว่าราคาเคลื่อนไหวในช่วง 34 บาท และสุดท้ายปิดที่ 3.34 บาท เทียบกับราคาไอพีโอที่ 2.60 บาท แจกกำไร 28.46% ราคาเพิ่มขึ้น 0.74 บาท สวนทางภาวะตลาดหุ้นที่ปิดลดลง 3.72 จุด ที่ระดับ 1,577.55 จุด ขณะเดียวกันหุ้น JSP มีการซื้อขายรายการใหญ่ (บิ๊กล็อต) 29 รายการ จำนวน 460 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ย 2.60 บาท มูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,198 ล้านบาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้น JSP สูงกว่าราคาจองเล็กน้อย เป็นไปอย่างที่ตลาดคาดการณ์ เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้รับความนิยมจากนักเก็งกำไรมากนัก
นายพีระพงศ์ จรูญเอก กรรมการบริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า บริษัทคาดว่าจะขายไอพีโอและเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ในช่วงไตรมาส 23 ปี 2558 โดยมี บล.กสิกรไทย เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน







