posttoday
ปตท.คาดน้ำมันปีนี้80ปีหน้า90-95เหรียญ

ปตท.คาดน้ำมันปีนี้80ปีหน้า90-95เหรียญ

19 พฤศจิกายน 2557

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ได้เข้าพบผู้บริหาร บริษัท ปตท. (PTT) และได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ PTT ว่า ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้บริหารผู้จัดการใหญ่ของ PTT มีมุมมองต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมน้ำมันในปี 2558 ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงอ่อนแอ จากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการผลิตน้ำมันจากแหล่งเชลของสหรัฐ และการผลิตของประเทศที่ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างโอเปก

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ได้เข้าพบผู้บริหาร บริษัท ปตท. (PTT) และได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ PTT ว่า ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้บริหารผู้จัดการใหญ่ของ PTT มีมุมมองต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมน้ำมันในปี 2558 ว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงอ่อนแอ จากการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการผลิตน้ำมันจากแหล่งเชลของสหรัฐ และการผลิตของประเทศที่ไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อย่างโอเปก

PTT คาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วง 9095 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และคาดว่า 80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ภายในสิ้นปี 2557

ไพรินทร์มองว่าราคาน้ำมันที่ต่ำจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย และทำให้ผลประกอบการบริษัทเอกชนดีขึ้น เนื่องจากน้ำมันเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการผลิต

ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของกลุ่มโอเลฟินส์จะอ่อนตัวลงเล็กน้อย แต่จะยังคงยืนอยู่ในระดับสูง (ระดับปัจจุบันอยู่ที่ 680 เหรียญสหรัฐ/ตัน ซึ่งถือว่าสูงมาก ขณะที่อัตรากำไรของกลุ่มอะโรเมติกส์ยังคงเหมือนกับปี 2557

ประเด็นที่ 2 การปฏิรูปพลังงานในเรื่องการปรับโครงสร้างราคา PTT คาดว่าราคาเอ็นจีวีและแอลพีจีจะถูกปรับเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุน จนถึงปัจจุบัน ราคาก๊าซเอ็นจีวีถูกปรับขึ้นราว 1 บาท/กิโลกรัม เป็น 11.50 บาท/กิโลกรัม (ช่วยลดภาระการขาดทุนของ PTT ราว 3,000 ล้านบาท จากที่คาดว่าจะขาดทุน 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2557) ราคาก๊าซเอ็นจีวียังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าต้นทุน 45 บาท/กิโลกรัม

PTT คาดว่าจะถูกปรับไปอีก ในขณะที่ PTT คาดว่าราคาแอลพีจีจะถูกปรับต่อไป (จนถึงปัจจุบันราคาขายปลีกก๊าซแอลพีจี สำหรับการขนส่ง และครัวเรือนถูกปรับเป็นครั้งที่สามมาอยู่ที่ระดับ 23.13 บาท/กิโลกรัม(การปรับขึ้น 0.5 บาท/กิโลกรัม มีผลวานนี้) แต่ยังไม่มีผลกระทบต่อ PTT เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปพลังงาน PTT กำลังทำกระบวนการแยกก๊าซโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เข้าถึงบุคคลที่สาม

ไพรินทร์ กล่าวว่า เนื่องจากกำลังการผลิตของ 4 ท่อส่งก๊าซเต็ม บุคคลที่สามจึงไม่สามารถเข้าถึงจนกว่าท่อส่งก๊าซที่ 5 จะถูกก่อสร้าง

ประเด็นที่ 3 โอกาสในการขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) และโรงงานปิโตรเคมีในเวียดนาม

ปัจจุบัน PTT ได้เริ่มต้นก่อสร้างสถานีรับจ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เฟส 2 เพื่อรองรับการนำเข้าเพิ่มเติมอีก 5 ล้านตัน (เฟส 1 รองรับ 5 ล้านตัน แล้วเสร็จไปแล้ว) บริษัทวางแผนที่จะขยายแอลเอ็นจี เฟส 3 อีก 5 ล้านตัน ซึ่งกำลังรอการอนุมัติจากรัฐบาล ทำเลของเฟส 3 จะแตกต่างออกไปโดยอาจจะอยู่ทางใต้หรือตะวันตกของประเทศไทยเพื่อกระจายความเสี่ยง

สำหรับโรงงานปิโตรเคมี ใน Binh Dinh ประเทศเวียดนาม PTT ได้เสนอที่จะพัฒนาโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมี ขนาด 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (0.4 ล้านบาร์เรล/วัน สำหรับกลั่นน้ำมัน และโอเลฟินส์ 2.9 ล้านตัน และอะโรเมติกส์ 2.0 ล้านตัน)

PTT จะถือหุ้น 40%, Saudi Aramco ถือ 40% และรัฐบาลเวียดนามถือ 20% จนถึงปัจจุบัน กระทรวงพลังงานของเวียดนามได้มีมติอนุมัติโครงการ และขณะนี้รอการอนุมัติของนายกรัฐมนตรี

ไพรินทร์ กล่าวว่า บทบาทของ PTT ในโครงการนี้จะคล้ายกับ Japanese International Corporation Agency (JICA) เช่น มีการจัดเงินกู้ให้ โดยการลงทุนนั้นสมเหตุสมผล เนื่องจากโรงงานปิโตรเคมีนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ ด้วยมีแผนสร้างโรงกลั่นที่ทันสมัย นอกเหนือจากทำเลที่ดี ซึ่งจะรองรับการเติบโตของการบริโภคน้ำมันในประเทศ 56% ต่อปี (0.3 ล้านบาร์เรล/วัน ในปัจจุบัน) และเป็นประตูสู่ทางใต้ของจีน

ประเด็นสุดท้าย มีแผนขายบริษัทร่วม สำหรับบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP)

ทั้งนี้ PTT ได้ส่งคำเชิญสำหรับการขายหุ้น 22.7% ในบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) ออกไปแล้ว และมีนักลงทุนให้ความสนใจเป็นอย่างดี ธุรกรรมนี้อาจจะปิดได้ในปี 2558 สำหรับแผนที่จะนำบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟนิ่ง (SPRC) และบริษัท ปตท.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอยี (GPSC) ซึ่ง PTT ถือหุ้น 36% และ 30.1% ตามลำดับ เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ยังคงดำเนินการอยู่

นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่ม PTT ในไตรมาส 4 ปี 2557 น่าจะต่ำกว่าไตรมาส 3 ปี 2557 เนื่องจากบริษัทร่วมโรงกลั่นน่าจะมีผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงเหลือมากขึ้น และผลการดำเนินงานของ PTTEP ยังคงถูกถ่วงด้วยการลดลงของราคาน้ำมัน

แต่กำไรของกลุ่ม PTT ในปี 2558 อาจจะไม่ลดลงจากปี 2557 เนื่องจากน่าจะไม่มีผลขาดทุนจากมูลค่าสินค้าคงเหลือจำนวนมาก

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ยังคงยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อ PTT จากการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่จะเกิดขึ้นในระยะอันใกล้ ที่ผ่านมา PTT ได้ประโยชน์เพียงการปรับราคาเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น 1 บาท/กิโลกรัม ความชัดเจนการปรับราคาเอ็นจีวีสะท้อนต้นทุนที่ 16 บาท/กิโลกรัม การปรับขึ้นราคาเอ็นจีวีและแอลพีจี รวมถึงโอกาสปรับราคาหน้าโรงแยกก๊าซให้สะท้อนต้นทุน คาดจะมีความชัดเจนภายในต้นปี 2558

แผนการปรับโครงสร้างของกลุ่ม PTT จะทยอยมีความชัดเจน เริ่มจากการขายสัดส่วน BCP ที่คาดจะมีข้อสรุปเร็วๆ นี้ และการขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ ของ SPRC และ GPSC ที่จะมีความคืบหน้าในครึ่งแรกปีหน้า

ดังนั้น ยังคงแนะนำซื้อ ราคาเป้าหมาย 393 บาท

ราคาน้ำมันที่อ่อนลงเป็นลบต่อกลุ่มพลังงาน ยกเว้น PTT ราคาน้ำมันที่อ่อนตัวส่งผลเชิงลบต่อหุ้นในกลุ่มน้ำมันทั้งขั้นต้นจากราคาขายที่ลดลง โรงกลั่นจากขาดทุนสต๊อกน้ำมัน แม้ PTT ได้รับผลลบผ่านกำไรจากบริษัทในกลุ่มที่อ่อนตัว แต่ธุรกิจหลักมีความผันผวนต่ำกว่า ทั้งในส่วนของค่าผ่านท่อ และขายปลีกน้ำมันที่จะได้ประโยชน์จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นหลังราคาน้ำมันลดลง

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย