
เจาะสื่อนอกบ้านเปิดประตูซีแอลเอ็มวี
ธุรกิจสื่อนอกบ้าน หรือเอาต์ ออฟ โฮม ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี แต่กลุ่มประเทศที่น่าจะได้รับความสนใจมากที่สุด น่าจะหนีไม่พ้นกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือกลุ่มประเทศ ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
ธุรกิจสื่อนอกบ้าน หรือเอาต์ ออฟ โฮม ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เล็งเห็นโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี แต่กลุ่มประเทศที่น่าจะได้รับความสนใจมากที่สุด น่าจะหนีไม่พ้นกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี หรือกลุ่มประเทศ ลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม
ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ติดกับชายแดนของไทย ทำให้สามารถเดินทางค้าขายกัน ได้สะดวก อีกทั้งยังมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน จึงทำให้กลุ่มประเทศดังกล่าวได้รับความสนใจจากนักธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจ เพื่อรับอานิสงส์การเปิดเออีซี และการขยายตัวของเมืองในกลุ่มประเทศ ซีแอลเอ็มวี
สักกฉัฐ ศิวะบวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอบริก ผู้ดำเนินธุรกิจงานเทรดโชว์และสื่อป้ายโฆษณา เปิดเผยว่า จากการที่ปลายปี 2558 กลุ่มประเทศในภูมิภาคอาเซียนจะรวมตัวกันเพื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งผลให้ผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อนอกบ้านเริ่มมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มประเทศดังกล่าว และประเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ คือ กลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง
ปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อนอกบ้านให้ความสนใจจะเข้าไปลงทุนมากกว่ากลุ่มประเทศอื่นๆ เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับประเทศไทย มีความเข้าใจประเทศไทย และชื่นชอบธุรกิจของไทย โดยเฉพาะประเทศลาวซึ่งถือเป็นประเทศลำดับที่ 1 ตามด้วยกัมพูชา เวียดนาม และพม่า ที่ผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อนอกบ้าน จะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจ
เบื้องต้นคาดว่าจะมีผู้ประกอบการสนใจเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีไม่ต่ำกว่า 1520 บริษัท ซึ่งในส่วนของบริษัท ไอบริก ถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการดังกล่าวที่จะเข้าไปลงทุนขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ด้วยการเข้าไปจับมือร่วมกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับการเข้าไปขยายธุรกิจ ส่วน กลุ่มประเทศทางตอนใต้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา คือ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เนื่องจากทั้งสองประเทศมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ดี และมีการนำสื่อนอกบ้านประเภทดิจิทัลเข้ามาใช้ทางการตลาด แต่ประเทศที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจเป็นลำดับสุดท้ายในการขยายธุรกิจ คือ บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย
สักกฉัฐ กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการควรเร่งปรับตัวก่อนที่จะเข้าไปขยายธุรกิจในต่างประเทศ คือ ต้องเรียนรู้วัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านของบุคลากร และเพื่อให้การเข้าไปทำธุรกิจในต่างประเทศมีศักยภาพและมีความแข็งแกร่ง ควรจับมือกับพันธมิตร ในประเทศนั้นๆ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีผู้ประกอบการไทยหันไปขยายธุรกิจสื่อนอกบ้านในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น คาดว่าอีก 2 ปีนับจากนี้ ภาพรวมตลาดสื่อนอกบ้านจะมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากต่างประเทศ ไม่ต่ำกว่า 5% จากสิ้นปีนี้คาดว่าภาพรวมตลาดสื่อนอกบ้านจะมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 11.6 หมื่นล้านบาท มีอัตราการเติบโตประมาณ 16% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน ที่ภาพรวมธุรกิจสื่อนอกบ้านมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากจะให้ความสำคัญกับการขยายธุรกิจไปในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านแล้ว ตลาดในประเทศโดยเฉพาะจังหวัด หัวเมืองใหญ่ และจังหวัดแนวชายแดนก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่ผู้ประกอบการในธุรกิจสื่อนอกบ้านจะหันมาให้ความสนใจมากขึ้น
เนื่องจากเมืองเริ่มมีการขยายตัวและสร้างความเจริญให้กับหัวเมืองดังกล่าว โดยเฉพาะสื่อป้ายดิจิทัลซึ่งปีนี้มีการขยายตัวมากถึง 75% แซงหน้าสื่อโฆษณาเคลื่อนที่ที่มีการขยายตัวเพียง 25% ขณะที่สื่อในร้านค้าและสื่อป้ายโฆษณามีอัตราการขยายตัวติดลบที่ 10% และ 5% ตามลำดับ
จากแนวโน้มที่ดีดังกล่าว ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่าอีก 35 ปีข้างหน้า สัดส่วนธุรกิจสื่อนอกบ้านในต่างจังหวัดจะขยับตัวมาเทียบเท่ากับสื่อนอกบ้านในกรุงเทพฯ ที่ 50:50 จากปัจจุบันในต่างจังหวัดมีสัดส่วนเพียง 30% ส่วนที่เหลืออีก 70% เป็นในกรุงเทพฯ







